Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

แฉเหลือบไร? จ้องโกงกินงบฯสอนผ่านออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด

แฉเหลือบไร? จ้องโกงกินงบฯสอนผ่านออนไลน์ ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด


พลันที่นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาให้ข่าวหลังนั่งเป็นประธานประชุมวางแนวทางการผลิตสื่อการสอนออนไลน์ รายวิชาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1/2563 ระดับชั้น ม.4-6 เพื่อรองรับสถานการณ์ช่วงเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ณ ห้องประชุม 1 อาคาร สพฐ. 4 เมื่อวันก่อน

โดยนายวราวิชกล่าวช่วงหนึ่งว่า “มีแผนจะจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรืออีบุ๊ก เพื่อให้นักเรียนสามารถดูสื่อไปพร้อมกันได้ในระหว่างที่เรียน สามารถจดโน้ตลงอีบุ๊กได้ เน้นข้อความไฮไลต์ ตีเส้นได้ สอบถามครูได้ ส่วนครูก็จะมีแบบฝึกหัดให้เด็กทำ และให้การบ้านเด็กได้

อีกส่วนหนึ่งที่วางแผนไว้ก็คือ อาจจะมีการจัดทำคลิปเป็นรายการออกฉายทางโทรทัศน์ความยาว 30 นาที หรือเผยแพร่ทางยูทูป โดยเชิญครู 80 คน ที่มีทักษะการสอนที่ดีมาจัดทำคลิปสื่อการสอนนักเรียนระดับชั้น ม.4-6 ให้ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้"

ในขณะที่ ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวเสริมว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขอช่องทีวีดิจิทัล 1 ช่อง

สำหรับจัดการเรียนการสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ม.3 เนื่องจากนักเรียนกลุ่มนี้มีสื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมอยู่แล้ว ส่วนชั้น ม.4-ม.6 จะให้ครูเก่งๆ ทั่วประเทศจัดทำสื่อการสอนและนำมาบรรจุไว้บนเว็บไซต์ของ สพฐ. พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทาง Obec Channel

ก็ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์อ้างถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บางคนแอบกระซิบบอกในทำนองว่า ให้ระวังพวกเหลือบไรเกาะติดนักการเมือง อาจจะกำลังวางแผนเขมือบงบประมาณกระทรวงศึกษาฯ ผ่านการจัดซื้อแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค และจัดทำซอฟต์แวร์เนื้อหาวิชาเรียนบรรจุลงในแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค โดยอ้างเพื่อการสอนออนไลน์ในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ซึ่งคงไม่คุ้มค่าหากจะต้องแปลงงบฯแผ่นดินจำนวนมหาศาล เพื่อแลกกับการสอนออนไลน์แบบฆ่าเวลา รอเปิดเทอมจริงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น?

แต่กระนั้น ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ หากพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

1.ในอดีตเมื่อปี 2555 เคยมีการหาประโยชน์จากโครงการจัดซื้อแท็บเล็ต และจัดทำซอฟต์แวร์เนื้อหาวิชาเรียนบรรจุลงในแท็บเล็ต รวมมูลค่าร่วม 2 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ นายสานิตย์ พลศรี นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ ได้ทำหนังสือยื่นถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน , ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ศธ. รวมถึงนายณัฏฐพล รัฐมนตรีว่าการ ศธ.

“ขอให้ตรวจสอบเพื่อหาผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อแท็บเล็ตเมื่อปี พ.ศ.2555 แจกนักเรียนชั้น ป.1 ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 8.5 แสนเครื่อง ใช้งบประมาณเกือบ 2 พันล้านบาท โดยจัดซื้อตรงจากบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไวแอนทิฟิก สาธารณรัฐประชาชนจีน ในราคาเครื่องละ 2,674 บาท รวมค่าขนส่ง รวมถึงตรวจสอบการใช้งบฯจัดทำซอฟต์แวร์เนื้อหาวิชาเรียนบรรจุลงในแท็บเล็ตด้วย

เนื่องจากพบความล้มเหลวเกือบ 100% เพราะไม่ได้ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพนักเรียน เนื่องเพราะแท็บเล็ตส่วนใหญ่พังเกือบทั้งหมดแล้ว โดยขณะนี้กองทิ้งไว้อยู่ในโรงเรียนทั่วประเทศ ไม่สามารถนำไปซ่อมแซมได้ เพราะไม่มีอะไหล่จำหน่ายในประเทศไทย”

กรณีมีการร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างสูญเปล่าที่ว่านี้ ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้วหรือไม่ หรือว่ายังไม่เห็นหนังสือร้องเรียนของนายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิดังกล่าว เพราะเวลาผ่านากว่า 2 เดือนแล้ว เรื่องนี้ยังเงียบหายอยู่??

ประกอบกับมีเสียงเล็ดลอดออกมาจาก สพฐ.ในทำนองว่า มีการให้เตรียมการงบประมาณไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ก่อนช่วงวิกฤตไวรัสโควิด-19 ก็มีเสียงแว่วมาจากคนใน สพฐ.ด้วยว่า อาจจะมีการหาเงินจากกองทุนเทคโนโลยีของหน่วยงานที่อยู่นอกสังกัด ศธ.มาสนับสนุนให้ สพฐ.ดำเนินการเกี่ยวกับจัดซื้อสื่อเทคโนโลยี

ต้องคอยติดตามดูว่าทั้ง 2 เรื่องนี้ มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร??

2.กรณีที่ ดร.อำนาจ เลขาธิการ กพฐ. ระบุว่า นายณัฏฐพลได้ประสาน กสทช.ขอช่องทีวีดิจิทัล 1 ช่อง สำหรับจัดการเรียนการสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ม.3 โดยใช้สัญญาณระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมนั้น

คนในวงการศึกษาตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมชั้น ม.4-ม.6 ไม่ให้เรียนด้วยระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเหมือนกับนักเรียนชั้น ป.1-ม.3 เพราะระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสอนตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 อยู่แล้ว จะให้ครูเก่งๆ จากทั่วประเทศมาจัดทำสื่อการสอนและนำมาบรรจุไว้บนเว็บไซต์ของ สพฐ. พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทาง Obec Channel อีกทำไมให้สิ้นเปลืองงบประมาณ

อีกทั้งนอกจากการจัดทำสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์นำมาบรรจุบนเว็บไซต์ของ สพฐ. พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องยูทูป Obec Channel ซึ่งต้องใช้งประมาณดำเนินการก้อนมหาศาลจำนวนหนึ่งแล้ว อาจจะต้องจัดซื้อแท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊คให้กับนักเรียนอีกจำนวนมากเพื่อประกอบการเรียนผ่านเว็บไซต์ของ สพฐ. และผ่านยูทูปช่อง Obec Channe ด้วยหรือไม่??

ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ สพฐ.ได้ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาสำรวจความพร้อมของผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเวลานี้ โดยแบบสำรวจมีข้อคำถามด้วยว่า มีหรือไม่เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) , คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (Notebook) , แท็บเล็ต (Tablet)

3.ก่อนหน้าวิกฤตการณ์โควิด-19 ระบาดในประเทศไทย ทางจีนได้เชิญผู้บริหารระดับสูงใน ศธ. และกรรมาธิการการศึกษาในรัฐสภาไทย ไปดูงานเยี่ยมชมสื่อเทคโนโลยีมาก่อนแล้ว ซึ่งหนึ่งในคณะที่เดินทางไปในครั้งนั้นด้วยได้แจ้งข่าวให้ “รู้ทันข่าว” ได้คอยจับตาดูว่า จะมีเรื่องความไม่ชอบมาพากลตามมาภายหลังหรือไม่??

ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากการระวังพวกเหลือบไรกลุ่มเกาะติดนักการเมืองดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่ค้าขายพวกสื่อการเรียนการสอนเทคโนโลยี ซึ่งมีของค้างสต๊อกในโกดัง ถือโอกาสร่วมวงจ้องหากินกับงบประมาณเด็กในครั้งนี้ด้วย

ดังที่ท่านเลขาธิการ กพฐ. ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ ได้เปิดเผยเองเมื่อวันก่อนว่า ขณะนี้ได้รับรายงานมีกลุ่มบุคคลไปแอบอ้างกับโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ระบุว่า สพฐ.มีคำสั่งให้ซื้อสื่อการเรียนการสอนเทคโนโลยีเพื่อรองรับการจัดการเรียนการสอนออนไลน์

“ดังนั้น ผมขอย้ำไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ ว่าการจัดการศึกษาออนไลน์ สพฐ.ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนไว้ทั้งหมดแล้ว ดังนั้น ขอโรงเรียนอย่าไปหลงเชื่อกลุ่มบุคคลที่เข้ามาแอบอ้างดังกล่าว”

ฉะนั้นแล้ว! เชื่อมั่นว่าทั้งท่านเลขาธิการ กพฐ. ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ และ รมว.ศธ. ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ คงจะมีมาตรการป้องกันความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน และเอาจริงเอาจังกับการเอาผิดกับกลุ่มคนที่ใช้โอกาสวิกฤตของประเทศมาโกงกิน!!

Tags : ข่าวการศึกษา นวัตกรรม สาธารณสุข วัฒนธรรม

view