Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ปล่อยเกิดขึ้นซ้ำซาก! ปัญหาเป็นหนี้ กยศ.-กรอ.โดยไม่รู้ตัว!!

ปล่อยเกิดขึ้นซ้ำซาก! ปัญหาเป็นหนี้ กยศ.-กรอ.โดยไม่รู้ตัว!!

เรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก สำหรับกรณีการร้องเรียนของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่กลายเป็นลูกหนี้หรือคนค้ำประกันเงินกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือกองทุนเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) โดยไม่รู้ตัว!! มารู้อีกทีก็มีหมายศาลฟ้องกลายเป็นลูกหนี้หน่วยงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ไปแล้ว

รวมไปถึงกรณีการถูกสถาบันการศึกษาเอกชนหลอกลวงให้กู้แบบซึ่งๆ หน้า ซึ่งเหยื่อของสถาบันการศึกษาเอกชนเหล่านี้ มีเกิดขึ้นให้เห็นปรากฏเป็นข่าวต่อเนื่อง เป็นระยะๆ จากอดีตสู่ปัจจุบัน ในขณะที่แทบไม่ปรากฏข่าวการลงโทษสถาบันการศึกษาเอกชนที่ต้มตุ๋นเหล่านั้นออกมาเลย

จนมีการตั้งคำถามในสังคมตามมาว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมัวทำอะไรกันอยู่ เหตุใดถึงปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 1 และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในฐานะคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่ 2

จับกระแสข่าวเด่น ที่พอจะเห็นการแสดงบทบาทการแก้ปัญหาปรากฏเป็นรูปธรรมอยู่บ้าง ก็มีเพียงหน่วยงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ภายใต้การนำของ ดร.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุน กยศ. ที่ทุกวันนี้มีการแจ้งเตือนภัย “ระวังเป็นหนี้ กยศ./กรอ.ไม่รู้ตัว” ในเว็บไซต์กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

โดยระบุข้อความว่า “หากโดนปลอมลายมือชื่อในการกู้ยืม ควรรีบดำเนินการดังนี้ 1.แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ 2.ดำเนินการยื่นคำให้การต่อสู้คดี เพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงการปลอมแปลงเอกสาร 3.หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการปลอมแปลงจริง ศาลจะพิพากษายกฟ้อง กองทุนฯจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวต่อไป”

รวมทั้งในกรณีล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่มีเหยื่อกลุ่มถูกฟ้องเป็นลูกหนี้ กรอ.รวมกว่า 20 คน เข้าแจ้งความดำเนินคดีหลังถูกสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี ปลอมแปลงลายมือชื่อยื่นกู้ จนถูกทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ฟ้องร้องเรียกเงินคืนรายละเกือบ 100,000 บาท ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำสัญญากู้ยืม รวมไปถึงไม่เคยเป็นนักศึกษาของสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้ด้วย

จับกระแสข่าวเด่น

ซึ่งกรณีนี้มีรายงานข่าวผ่านสื่อออกมาภายหลังเพียงว่า “ฝ่ายกฎหมายของกองทุน กยศ.ได้สั่งสอบการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวแล้ว หากพบว่าผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของสถาบันการศึกษาเอกชนรายใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต เพื่อนำเงินเข้าสถาบันมาเป็นค่าเทอมจริง ทางกองทุน กยศ.จะตัดสิทธิ์ และสั่งระงับเงินให้กู้ยืมแก่สถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนั้นทันที”

แต่ทว่า บทสรุปกรณีนี้ก็ยังไม่มีปรากฏต่อสังคมว่า ทางกองทุน กยศ.ได้ดำเนินการตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว!!

ก่อนหน้านั้น เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2559 ก็เคยเกิดเหตุเหยื่อลูกหนี้เงินกู้เรียน กยศ.โดยไม่รู้ตัว!! ใน จ.อุดรธานี และขอนแก่น รวม 9 ราย เป็นเงินกว่า 5 แสนบาท เข้าร้องเรียนกับสื่อและแจ้งความ หลังถูกหมายศาลฟ้องกลายเป็นลูกหนี้เงินกู้ กยศ. และเป็นผู้ค้ำประกันบุคคลอื่น ทั้งที่เหยื่อบางรายไม่เคยเรียน ไม่ได้กู้ และไม่ได้ค้ำประกันใคร

โดยสงสัยว่าโรงเรียนอาชีวะเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ปลอมแปลงลายมือชื่อในเอกสารยื่นกู้ และค้ำประกัน เนื่องจากเหยื่อทุกรายเคยยื่นหลักฐานบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านไว้กับสถานศึกษาแห่งนี้

เหยื่อบางรายตั้งข้อสังเกตชัดเจนว่า เอกสารผู้กู้ และเอกสารค้ำประกันบุคคลอื่น ของเหยื่อเกือบทุกคนที่ถูกฟ้องทั้ง 9 ราย มีลายมือคนเขียนเอกสารคล้ายคลึงกันทั้งหมด เหยื่อบางคนบอกว่า รับราชการทหารเงินเดือน 16,000 กว่าบาท ไม่มีสิทธิ์กู้เงิน กยศ.อยู่แล้ว เลยใช้เงินส่วนตัวเรียน แต่กลับถูกฟ้องว่ากู้แล้วเบี้ยวชำระคืน แถมยังถูกฟ้องว่าไปค้ำประกันบุคคลอื่นซึ่งไม่รู้จักด้วย

เหยื่อรายหนึ่งที่เข้าร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี ให้ข้อมูลรายละเอียดกับสื่อ ซึ่งสะท้อนถึงความไร้คุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษาอาชีวะเอกชนแห่งนี้ แต่สามารถเล็ดลอดสายตาของกระทรวงศึกษาธิการได้ บอกว่า ตนเองเปิดร้านขายของชำ โดยประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งตนเองไม่รู้จัก อ้างว่าเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มาหาที่ร้าน ชักชวนให้ไปสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนอาชีวะเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี

ตนเองปฏิเสธบอกว่าไม่มีเวลาไปเรียน เพราะต้องดูแลร้าน แต่อาจารย์คนนั้นได้พยายามตื้ออยู่นานหลายชั่วโมง ไม่ยอมไปไหน โดยบอกว่าไปเรียนเพียงวันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้น เพื่อตัดความรำคาญ ตนเองจึงมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านให้เขาไป โดยไม่ได้เซ็นชื่อรับรองสำเนา แต่ก็ไม่เคยไปติดต่อกับสถานศึกษาแห่งนั้น หรือไม่เคยไปเรียนเลย

“กระทั่งต่อมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2559 ก็ได้รับหมายศาลแจ้งว่าเป็นจำเลยฐานไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้เรียน กยศ. เป็นเงิน 41,000 บาท และเป็นจำเลยฐานเป็นผู้ค้ำประกันบุคคลอื่นที่กู้เงิน กยศ. 61,000 บาท ด้วย ทำให้แปลกใจมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนที่สถานศึกษาดังกล่าว แต่กลับมีเอกสารสัญญาว่าเป็นทั้งผู้กู้เงิน กยศ. และเป็นผู้ค้ำประกันบุคคลอื่นด้วย” เหยื่อรายนี้กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคล้ายคลึงซ้ำซากกับปัญหาของเหยื่อสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี ในเวลาต่อมาดังกล่าว

หากย้อนเวลากลับไปเรื่อยๆ ก็จะพบมีปัญหาเหยื่อลูกหนี้ กยศ.และ กรอ.โดยไม่รู้ตัว เกิดขึ้นเป็นระยะๆ แม้แต่ปัญหาลักษณะการต้มตุ๋นแบบซึ่งๆ หน้า ก็มีให้เห็นปรากฏ

ยกตัวอย่างกรณีที่เว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เอง ก็เคยอ้างอิงข่าวเดลินิวส์มาเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2554 เรื่อง “ตุ๋นกินเงินกู้ กยศ. เหยื่อเด็ก 3 จว.ใต้อดเรียนพยาบาล 'ทวี' จี้ขอหมายจับ”

โดยโปรยข่าวระบุว่า “ยุติธรรมลงพื้นที่รับร้องทุกข์เยาวชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งหลอกให้กู้เงิน กยศ. เป็นหนี้รายละกว่า 1 แสนบาท สุดท้ายไม่ได้เรียนพยาบาล "ทวี สอดส่อง" ให้ ตร.ท้องที่เร่งหาหลักฐานออกหมายจับนายหน้าจัดหานักศึกษาไปเรียน นิติกร กยศ.ยอมรับมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข หลังสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้ยื่นกู้แล้วกว่า 65 ล้านบาท ตรวจสอบพบพิรุธการปลอมแปลงเอกสารจำนวนมาก จ่อดำเนินคดีอธิการบดี ด้านเลขาฯ กยศ.หลบหน้าไม่ชี้แจง อ้างเจ็บคอ”

จับกระแสข่าวเด่น สำหรับรายละเอียดข่าวนี้ระบุว่า “ที่โรงแรมลี การ์เด้นท์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเยาวชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีภาระหนี้จากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษารายละกว่า 1 แสนบาท โดยทุกรายถูกสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้หลอกลวงให้เข้าสมัครเรียนระดับปริญญาตรี คณะพยาบาลและพยาบาลมุสลิม

ซึ่งมีนายหน้าไปแนะแนวที่โรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เยาวชนจะได้เรียนฟรีและมีค่าครองชีพเดือนละ 2,000 บาท จนจบการศึกษา หากเยาวชนตกลงทำสัญญาเข้าเรียน ทางโรงเรียนจะจัดรถบัสโดยสารไปรับในพื้นที่หรือจัดตั๋วรถทัวร์ให้เดินทางไปเรียนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเยาวชนเดินทางไปเรียน ปรากฏว่าสถาบันยังไม่เปิดสอนคณะพยาบาล ส่วนคณะที่เปิดสอนก็มีนักศึกษาคณะละไม่เกิน 5-10 คน แต่อธิการบดีอ้างว่าสถาบันเพิ่งเปิดสอนในระดับชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เบื้องต้นจะทำหนังสือถึง สภ.เมืองนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ให้ออกหมายจับนายหน้าที่จัดหาเยาวชนให้เข้าสมัครเข้าเรียนกับสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้ และยังให้เยาวชนทำสัญญากู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยนายหน้าจะได้รับค่าหัวรายละ 5,000 บาท ทั้งนี้ ภายหลังรับทราบข้อมูลตนได้พยายามประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รับการชี้แจงว่า สกอ.ทำหน้าที่ควบคุมเฉพาะเกณฑ์การเปิดมหาวิทยาลัย ไม่ได้ควบคุมมาตรฐานการเรียนการสอน จึงทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนเปิดตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก

นางตัสนีม เจ๊ะตู อดีตผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารศูนย์ประสานงานการศึกษาและเยียวยาเด็กกำพร้า อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส กล่าวว่า ตนต้องการให้กองทุน กยศ.ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าว เพราะถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยตรง โดยเฉพาะกับประชาชนในพื้นที่ต่างเข้าใจว่า กยศ.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเข้ามาสร้างความเสียหายให้คนในพื้นที่ด้วยการเอาเงินมาให้เพื่อให้ประชาชนเป็นหนี้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเยาวชนได้รวมตัวกันออกมาเรียกร้องตามหน่วยงานต่างๆ ตัวแทนอธิการบดีพยายามติดต่อเพื่อขอให้ยุติการเคลื่อนไหว พร้อมรับว่าจะชำระหนี้ให้ทั้งหมด แต่จากการหารือแล้วยืนยันว่าจะเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดทั้งหมด ทั้งคดีแพ่งและอาญา

น.ส.นภัสนันท์ จิตต์ธรรมวาณิช นิติกรปฏิบัติการ กองทุน กยศ. กล่าวว่า กยศ.ได้ขอเข้าตรวจสอบข้อมูลจากสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้ ในปี 2550 พบพิรุธไม่มีข้อมูลว่าเยาวชนทั้ง 11 ราย เข้าเรียนที่สถาบันดังกล่าว จึงเกิดข้อสงสัยและตรวจสอบกรณีที่มีลักษณะใกล้เคียง พบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารจำนวนมาก และพบพิรุธในเอกสาร โดยในวันที่ 9 มี.ค.2554 กยศ.จะประชุมคณะผู้บริหารเพื่อรายงานถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ยืนยันว่า กยศ.ไม่มีอำนาจการสอบสวน แต่มีความจริงใจที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ขอย้ำว่า กยศ.ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเงินกู้ยืม แต่ยอมรับว่า กยศ.มีจุดอ่อนหลายเรื่อง ดังนั้น จะนำข้อบกพร่องการปล่อยกู้ที่เป็นปัญหาไปนำเสนอต่อผู้บริหาร เพื่อออกมาตรการควบคุมไม่ให้เกิดการหลอกลวงขึ้นอีก

สำหรับวงเงินที่สถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้ยื่นเรื่องขอรับเงินจาก กยศ.ในปีการศึกษา 2550 ซึ่งเปิดสอนเป็นปีแรกมีนักศึกษายื่นกู้ จำนวน 176 ราย วงเงินประมาณ 7 ล้านบาท และยื่นขอรับเงินจาก กยศ.ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551-2553 มีรายชื่อนักศึกษายื่นกู้ 1,470 ราย วงเงินกว่า 58 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่สถาบันแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กยศ.ประมาณ 65 ล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวยังไม่รวมเงินค่าครองชีพที่ กยศ.จ่ายเข้าบัญชีเงินฝากให้นักศึกษาเดือนละ 2,000 บาท

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนที่เยาวชนจะเข้าร้องเรียนกับกระทรวงยุติธรรม อธิการบดีสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้ได้ทำหนังสือชี้แจงกับ กยศ.ว่า จะขอคืนเงินให้นักศึกษาในส่วนเฉพาะที่มีปัญหา แต่หลังจากนั้นเรื่องเงียบหายไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กยศ.จะต้องแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งนี้ โดยภายในเดือน มี.ค.2554 จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอที่ประชุมบอร์ด กยศ. เพื่อหารือมาตรการดำเนินคดี เนื่องจากความผิดเกิดขึ้นแล้ว

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในห้องสัมมนาใกล้กันภายในโรงแรมลี การ์เด้นท์ ดร.ธาดา มาร์ติน เลขาธิการ กยศ. ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในพื้นที่ จ.ชายแดนภาคใต้ แต่ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นลูกหนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกหลอกลวงและต้องเป็นหนี้ กยศ.รายละกว่าแสนบาท โดยเจ้าหน้าที่ กยศ.ชี้แจงอ้างว่า ดร.ธาดา ป่วย เจ็บคอ ไม่ขอให้สัมภาษณ์ แต่จะให้ประชาสัมพันธ์ชี้แจงแทน

ทั้งนี้ นางตัสนีม ได้มอบซีดีแนะนำโครงการพยาบาลหรือคณะสาธารณสุขเน้นเฉพาะชาวมุสลิม ซึ่งอธิการบดีของสถาบันการศึกษาเอกชนแห่งดังกล่าวเป็นผู้แนะนำ ให้กับเจ้าหน้าที่ กยศ.ด้วย”

ซึ่งเรื่องราวในอดีตกรณี “ตุ๋นกินเงินกู้ กยศ. เหยื่อเด็ก 3 จว.ใต้” ดังกล่าวนี้ จบลงอย่างไรนั้น อาจจะยังไม่เป็นที่รับรู้ของสังคมโดยทั่วไป

แต่ที่แน่ๆ ปัญหาลูกหนี้หรือคนค้ำประกันเงินกู้ กยศ.-กรอ.โดยไม่รู้ตัว! ยังปรากฏต่อสังคมไทยจวบจนทุกวันนี้!!

Tags : ข่าวการศึกษา แวดวงการศึกษา

view