Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

แค่เรียนฆ่าเวลา! ต้องทุ่มงบฯสอนออนไลน์กันเลยหรือ? “อจ.จุฬาฯ” เตือน ศธ.ซ้ำรอยประวัติศาสตร์อดสู!สินค้าจีน ชี้ทางสว่าง

แค่เรียนฆ่าเวลา! ต้องทุ่มงบฯสอนออนไลน์กันเลยหรือ? “อจ.จุฬาฯ” เตือน ศธ.ซ้ำรอยประวัติศาสตร์อดสู!สินค้าจีน ชี้ทางสว่าง


นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์พีพีทีวีช่วงเที่ยงทันข่าววันที่ 6 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับความคืบหน้าการรับนักเรียนชั้น ป.1 , ม.1 , ม.4 รวมทั้งการเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2563 เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ว่า 

ศธ.ได้วางแผนระยะเวลาดำเนินการไว้แล้ว และจะแจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 เมษายน 2563 โดยเบื้องต้นเรื่องหลักๆ คือ กำหนดช่วงการรับสมัครนักเรียนชั้น ป.1 ,ม.1 , ม.4 ทั่วประเทศแบบออนไลน์ ประมาณเดือนพฤษภาคม 2563

ดำเนินการเรื่องการจัดสถานที่ให้นักเรียนมานั่งสอบคัดเลือกแบบเห็นหน้าเห็นตา และปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ประมาณเดือนมิถุนายน 2563 และจะเปิดภาคเรียนแรกปีการศึกษา 2563 วันที่ 1 กรกฎาคม 2563

นายณัฏฐพลให้สัมภาษณ์ด้วยว่า จะเอาเวลาที่ปิดภาคเรียนเทอมแรกช่วงเดือนตุลาคม 2563 และช่วงปิดเทอมปลายปีการศึกษา ซึ่งอาจจะให้ปิดเทอมน้อยลง มาทดแทนช่วงเวลาเรียนที่ถูกเลื่อนมาเริ่มต้นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ดังกล่าว

ฉะนั้น ระยะเวลาในการเรียนการสอนประจำปีการศึกษา 2563 จะยังคงเท่าเดิม ไม่มีการกระทบ จำนวนชั่วโมงเรียนยังมีจำนวนเท่าเดิม เพียงแต่มีการขยับหมุนเวียนช่วงตารางการเรียนการสอนประจำปีการศึกษา 2563 เท่านั้นเอง

นายณัฏฐพลยังกล่าวถึงเรื่องการเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ว่า หลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือนักเรียนประถมศึกษา ซึ่งเป็นระดับที่เรียนแบบทางเดียวได้ อาจยังไม่ต้องตอบโต้กับครู จึงจะใช้ระบบทีวีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเข้ามาช่วย

“ในขณะที่การเรียนมัธยมศึกษา เป็นระดับที่อาจต้องมีการตอบโต้และมีส่วนร่วมมากหน่อยระหว่างนักเรียนกับครู จึงต้องให้เรียนแบบออนไลน์ ส่วนว่าจะต้องใช้อุปกรณ์อะไร หลักสูตรอะไรนั้น ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรหรือไม่ เพราะทาง ศธ.จะรับผิดชอบเอง โดยจะหมุนงบประมาณจากส่วนอื่นๆ มาใช้” รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนปัจจุบันกล่าว

ทั้งนี้ทั้งนั้น คล้อยหลังที่มีผู้ชมพีพีทีวีช่วงเที่ยงทันข่าววันที่ 6 เมษายน 2563 ที่ผ่านมาดังกล่าว ยังไม่ทันจะเต็มวันดี ก็ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาทันทีในทำนองว่า ฟังข่าวนี้จากนายณัฏฐพลตั้งแต่ต้นจนจบ สรุปความได้ว่า ศธ.วางแผนไว้อยู่แล้วว่าจะเปิดเทอมแรกปีการศึกษา 2563 วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 และจะเอาเวลาที่ปิดภาคเรียนแรกช่วงเดือนตุลาคม 2563 และช่วงปิดเทอมปลายปีการศึกษา ซึ่งอาจจะให้ปิดน้อยวันลง มาทดแทนช่วงเวลาเรียนที่หายไปจากที่ถูกเลื่อนเปิดเทอมมาเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ดังนั้น ระยะเวลาในการเรียนการสอนประจำปีการศึกษา 2563 จะยังคงเท่าเดิม

ฉะนั้น แสดงว่าการเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ระยะนี้ ถือเป็นเพียงการเรียนแบบ “ฆ่าเวลา” ไปพลางก่อน ใช่หรือไม่??

แล้วการเรียนแบบ “ฆ่าเวลา” ไปพลางก่อนเช่นนี้ ศธ.จำเป็นจะต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลจัดสอนออนไลน์ช่วงโควิด-19 กันเลยหรือ??

การเรียนแบบ “ฆ่าเวลา” ไปพลางก่อนเช่นนี้ ทำไมไม่ใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งมีการสอนตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.6 อยู่แล้ว ทำไมต้องแยกนักเรียนประถมศึกษา ใช้ระบบทีวีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมได้ ในขณะที่การเรียนมัธยมศึกษา กลับใช้ไม่ได้

ดังนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ใน ศธ.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด จะต้องตอบสังคมให้ได้ถึงความจำเป็นที่ว่า “แค่เรียนฆ่าเวลา! ศธ.จำเป็นต้องทุ่มงบฯมหาศาลจัดสอนออนไลน์ช่วงโควิด-19 กันเลยหรือ?!?!

ทั้งนี้ ทางด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ตนอยากให้ฝ่ายการเมืองที่ดูแล ศธ.มองสถานการณ์ในขณะนี้เป็น 2 ส่วนสำคัญ

1.การทุ่มงบประมาณซื้อสื่อเทคโนโลยี ไม่ว่าแท็บเล็ต แล็ปท็อป‎ (โน็ตบุ๊ค) หรือจัดทำซอฟต์แวร์เนื้อหาบทเรียนแจกนักเรียน ต้องศึกษาบทเรียนเมื่อปี พ.ศ.2555 ศธ.เคยล้มเหลวในการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกนักเรียน รวมทั้งจัดทำซอฟต์แวร์เนื้อหาวิชาต่างๆ บรรจุลงแท็บเล็ต สูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 3 พันล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเป็นกองขยะในโรงเรียนทั่วประเทศ ตนกลัวว่าสินค้าสื่อเทคโนโลยีจากจีนจะวนกลับมาสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าอดสูอีกครั้ง

2.ฝ่ายการเมืองที่ดูแล ศธ. ต้องถือโอกาสนี้ในการปฏิรูปการเรียนรู้ของ ศธ.ครั้งใหญ่ แต่ไม่ใช่คิดได้แต่จะซื้อสื่อเทคโนโลยีเท่านั้น ปัจจุบันมีระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่มีใช้อยู่แล้วมากมาย และเป็นที่ชื่นชอบของเด็กนักเรียนด้วย มีการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ซึ่งใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) เป็นการเรียนโดยการสะท้อนคิด (Reflective thinking) การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project based Learning) รวมไปถึงการเรียนแบบโฮมสคูล

“ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมาประยุกต์ บูรณาการผสมผสานกับการสอนของครูในชั้นเรียน ซึ่งจะทำให้การศึกษาไทยมีพัฒนาไปในทิศทางที่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

Tags : ข่าวการศึกษา นวัตกรรม สาธารณสุข วัฒนธรรม

view