Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

“ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์” แนะวิธีป้องกันติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

“ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์” แนะวิธีป้องกันติดเชื้อไวรัสโคโรน่า


ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย เผยการระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมแนะวิธีการป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่เดินทางมาแหล่งที่มีการระบาดของโรค

ระบุยังไม่มียารักษาไวรัสหรือยาต้านไวรัสโดยตรง ได้แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการหรือการรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น แต่ในอนาคตโรคนี้จะกลายเป็น “โรคประจำถิ่น” ที่ไม่รุนแรง โดยคนทั่วไปจะเริ่มมีภูมิต้านทานและปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การติดต่อโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะเกิดขึ้นจากการติดต่อทางระบบทางเดินหายใจและการสัมผัสสารคัดหลั่งทางระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ

ดังนั้น ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินคือ ผู้ที่มีประวัติเดินทางจากประเทศจีนหรือหรือไม่มีประวัติสัมผัสคลุกคลีกับผู้ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ และ มีอาการไข้ ไอ น้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ 

ส่วนผู้ที่ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีนหรือไม่มีประวัติสัมผัสคลุกคลีกับผู้ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ แต่มีการของโรคหวัดควรพักอยู่บ้านรักษาตามอาการ หรือไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน  เนื่องจากขณะนี้ในประเทศไทยและทั่วโลก ยังมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ และเชื้อไวรัสอื่น ๆ ซึ่งทำให้มีอาการไข้สูง ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ได้เช่นกัน

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 เริ่มระบาดจากคนสู่คน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่เดินทางมาแหล่งที่มีการระบาดของโรค อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 2.5% ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ 

ยกตัวอย่างในประเทศจีน 1.ในรายที่นอนโรงพยาบาล อาการปานกลางถึงรุนแรงจำนวน 41 คน ทุกรายมีปอดอักเสบ 2. 30% มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ส่วนใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป 3.ส่วนใหญ่มักจะมีไข้ และ ไอ ปวดกล้ามเนื้อ 40% 4.อย่างไรก็ตาม มีอาการที่ระบบอื่นๆ ได้ด้วยเช่นปวดหัว ท้องเสีย (ไม่ค่อยมีอาการระบบทางเดินหายใจส่วนต้นเหมือน SARS)

5.โรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน  (30%) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไวรัสกระจายในกระแสเลือด  และ 6.อัตราตายประมาณ 15% ในรายที่ต้องนอนโรงพยาบาล ด้วยอาการปอดอักเสบ ซึ่งต่อไปในอนาคตเชื้อไวรัสชนิดนี้อาจจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่ไม่รุนแรง โดยคนทั่วไปจะเริ่มมีภูมิต้านทานและปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกูล เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประทศไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันยาต้านไวรัสยังมีจำนวนน้อยมาก โดยขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสโดยตรง ได้แต่ใช้วิธีการรักษาตามอาการหรือการรักษาแบบประคับประคอง ตามหลักเกณฑ์การรักษา ซึ่งอาจมีการนำยาที่รักษาผู้ป่วยเอชไอวี หรือยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ มาใช้ได้ในบางสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับการควบคุมดูแลของแพทย์ 

ทั้งนี้ การรักษายังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ยาต้านไวรัสตัวใดมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษ โดยทั่วไปโรคจะหายได้เอง ดังนั้น การรักษาประคับประคองตามอาการจึงมีส่วนสำคัญที่สุด สำหรับคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป คือป้องกันการติดเชื้อด้วยการลดระยะเวลาการอยู่ในสถานที่แออัดให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ผู้ที่มีไข้ หรือมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ

“ระวังไม่ขยี้ตา แคะจมูก หรือหยิบสิ่งของเข้าปากด้วยมือที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาด ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยเฉพาะเวลาอยู่ในสถานที่แออัดหรืออยู่ใกล้กับผู้ที่มีอาการไอ และทำความสะอาดมือบ่อย ๆ ด้วยแอลกอฮอล์หรือการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารควรติดตามจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น”

Tags : ข่าวการศึกษา นวัตกรรม สาธารณสุข วัฒนธรรม

view