Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

จากนโยบายหนังสือยืมเรียน-ให้งบฯครูหัวละหมื่นช้อปหลักสูตร PLC...อะไรคือเป้าหมาย ศธ.?!?!

จากนโยบายหนังสือยืมเรียน-ให้งบฯครูหัวละหมื่นช้อปหลักสูตร PLC...อะไรคือเป้าหมาย ศธ.?!?!

เป็นอีก 2 สถานการณ์สำคัญ ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันของผู้คนในแวดวงการศึกษา ภายหลังจากที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีไอเดีย 2 เรื่อง คือ การจัดสรรงบประมาณในรูปแบบคูปองให้กับครูรายละ 10,000 บาท เพื่อเลือกช้อปหลักสูตรอบรม PLC (Professional Learning Community) สำหรับพัฒนาวิชาชีพของตนเองเพื่อคุณภาพของเด็กนักเรียน

จับกระแสข่าวเด่น ขณะเดียวกันอีก 1 แนวคิดของ นพ.ธีระเกียรติ คือเห็นควรจะมีการปรับรูปแบบการจัดซื้อหนังสือเรียนแจกฟรีใหม่ จากที่ซื้อให้นักเรียนเป็นรายบุคคล เป็นซื้อเข้าสถานศึกษาและให้นักเรียนยืมเรียน

ซึ่งทั้ง 2 เรื่องสำคัญระดับชาติดังกล่าวนี้ แน่นอนว่ากำลังได้รับการสนองตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างเอาจริงเอาจัง

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในแวดวงการศึกษาในทำนองว่า อะไรคือเป้าหมายของ นพ.ธีระเกียรติ เพราะนโยบายทั้ง 2 เรื่องนี้ดูจะสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง หากจะอ้างถึงเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนไทยเป็นสำคัญ

ชัดเจนว่า นโยบาย PLC (Professional Learning Community) : ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ" นั้น นพ.ธีระเกียรติ ต้องการให้ส่งผลถึงคุณภาพการศึกษาของเด็กนักเรียน อันเนื่องมาจากความตกต่ำของผลคะแนนสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET

ประกอบกับผลประเมินนักเรียน PISA (Programme for International Student Assessment) ที่มักพบว่า นักเรียนไทยในระดับมัธยมศึกษามีผลคะแนนอยู่อันดับท้ายๆ ของการวัดผลด้านการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านโดยรวม จากประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 72 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ในขณะที่เด็กสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน และหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงเวียดนาม มีผลการประเมินรวมดีกว่าเด็กไทยมาก

ทั้งนี้ ล่าสุดกระทรวงศึกษาฯได้คัดกรองหลักสูตร PLC ให้ครูทั่วประเทศได้เลือกช้อปเพื่ออบรมพัฒนาตนเองตามความสนใจไว้แล้วกว่า 1.4 พันหลักสูตร ซึ่งค่อนข้างมีหลากหลายแขนง จนคนในแวดวงการศึกษาที่ตามติดเรื่องนี้ ต้องตั้งคำถามตามมาถึงเป้าหมาย เพื่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนไทยเป็นสำคัญ ดังความต้องการของ “นพ.ธีระเกียรติ” ได้จริงหรือไม่ ???

ด้วยเพราะโดยภาพรวมของหลักสูตรอบรม PLC กว่า 1.4 พันหลักสูตรดังกล่าว จากหลากหลายหน่วยงาน องค์กร ทั้งที่เป็นภาครัฐและเอกชน ดูจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างแขนงกันจนดูแล้ว “สะเปะสะปะ”

อาทิตัวอย่าง หลักสูตรการพัฒนาครูวิทยากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์, การจัดการเรียนรู้ด้วย Inquiry, บุคลิกภาพและการสื่อสารในห้องเรียนตามแบบครูที่ดี, ใครว่าครูอ้วน, โรคนี้ครูไม่ชอบ, ก้าวไกลด้วยสื่อการสอนนอกกรอบด้วยเทคโนโลยี AR camera และ VR camera, การพัฒนาโรงเรียนแบบองค์รวมโดยบูรณาการการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE)

หลักสูตรการออกแบบเกมการเรียนรู้อย่างสรรค์, โครงการหลักสูตรการอบรมเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติวิชาสังคมศึกษา โดยการใช้แบบทดสอบเฉพาะบุคคล (personalized test), เทคนิคการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษา (STEM Education) เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย, Practical Language for Teaching, การพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านพลศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียนและชุมชน

หลักสูตรจิตแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่พัฒนาผู้เรียน, เทคนิคการใช้คำถาม พัฒนาการคิดของผู้เรียน,หลักสูตรการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์โปรแกรม MicroWorlds Pro, การอบรมพื้นฐานสำหรับครูผู้จัดกระบวนการเรียนรู้เพศวิถีศึกษา, วิธีการขโมยความสำเร็จจากอนาคต, มองสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ (Earth System Science), การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและออกแบบการจัดการเรียนรู้นวดแผนไทยในสถานศึกษา

หลักสูตรพลังแห่งการตื่นรู้สู่ครูของแผ่นดิน, การประยุกต์การจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยเทคนิค Active Learning, การสอนและการจัดการวงอังกะลุงเบื้องต้น, การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book), การตัดต่อภาพยนตร์โดยใช้โปรแกรม Video Studio, การผลิตสื่อมัลติมีเดีย, ครูยุคใหม่เข้าใจศิษย์ด้วยจิตวิทยาซาเทียร์

หลักสูตรการแก้ไขมโนทัศน์ทที่คลาดเคลื่อนทางคณิตศาสตร์, พิธีกรภาคภาษาอังกฤษมืออาชีพ, กระจกส่องนิสัย หยั่งรู้จิตใต้สำนึก (NLP-Habit Coach) ขั้นต้น, หลักสูตรการเป็นครูในยุคดิจิตอลเพื่ตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0, การสร้างหุ่นยนต์บีม (การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ขั้นพื้นฐาน) ฯลฯ

เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างหลักสูตรอบรม PLC ที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังจะจัดสรรงบประมาณจำนวนหลายพันล้านบาท แจกจ่ายให้กับครูทั่วประเทศหัวละ 10,000 บาท ได้เลือกช้อปอบรมกันได้ตามความสนใจ

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งคำถามถึงเป้าหมายของ ศธ.คืออะไร ??? งบประมาณมหาศาลหลายพันล้านบาทที่จะใช้เพื่อการณ์นี้ จะมีความคุ้มค่าหรือไม่ ???

แต่ที่แน่ๆ อีกนโยบายที่ผู้คนในแวดวงการศึกษาจำนวนไม่น้อย ประสานเสียงคัดค้านคือ การปรับรูปแบบการจัดซื้อหนังสือเรียนแจกฟรีใหม่ในปีงบประมาณ 2561 จากที่ซื้อให้นักเรียนเป็นรายบุคคล เป็นซื้อเข้าสถานศึกษาและให้นักเรียนยืมเรียน

โดยงบประมาณค่าซื้อหนังสือเรียนปี 2560 ในระดับก่อนประถมศึกษา นักเรียนหัวละ 200 บาทต่อปี, ป.1 คนละ 561 บาทต่อปี, ป.2 คนละ 605 บาทต่อปี, ป.3 คนละ 622 บาทต่อปี, ป.4 คนละ 653 บาทต่อปี, ป.5 คนละ 785 บาทต่อปี, ป.6 คนละ 818 บาทต่อปี, ม.1 คนละ 705 บาทต่อปี, ม.2 คนละ 865 บาทต่อปี, ม.3 คนละ 949 บาทต่อปี, ม.4 คนละ 1,257 บาทต่อปี, ม.5 คนละ 1,263 บาทต่อปี, ม.6 คนละ 1,109 บาทต่อปี และ ปวช.1-3 คนละ 2,000 บาทต่อปี

ซึ่ง ศธ.ในยุคก่อนหน้านี้ เคยมีบทเรียนความล้มเหลวในการดำเนินการเช่นนี้มาแล้ว จนต้องยกเลิกไปแบบเงียบๆ โดยปริยาย

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นรื้อฟื้นแนวคิดเรื่องนี้ของ นพ.ธีระเกียรติ มาจากที่ระบุว่า นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้หารือเพื่อขออุดหนุนงบประมาณในโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ประจำปีการศึกษา 2560 ในหมวดหนังสือเรียนเพิ่มอีกกว่า 100 ล้านบาท จากปัจจุบันที่รัฐจัดสรรงบให้ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้นทุนในการจัดพิมพ์โดยเฉพาะค่ากระดาษสูงขึ้น มีผลให้หนังสือมีการปรับราคา

“อย่างไรก็ตาม ผมพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรจะมีการปรับรูปแบบการจัดซื้อหนังสือเรียนฟรีใหม่ จากที่ซื้อให้นักเรียนเป็นรายบุคคล เป็นซื้อเข้าสถานศึกษาและให้นักเรียนยืมเรียน ยกเว้นแบบฝึกหัดที่ยังให้ซื้อแจกติดตัวรายบุคคลได้เหมือนเดิม ซึ่งได้มอบเป็นนโยบายให้ สพฐ.ไปเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 เป็นต้นไป”

นพ.ธีระเกียรติกล่าวยอมรับว่า นโยบายนี้เคยทำมาแล้วในอดีต จนมาถึงการเมืองยุคหนึ่งก็มีการปรับเปลี่ยนเป็นซื้อแจกเด็กเป็นรายบุคคล สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อหนังสือซ้ำๆ ทุกปี ปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่ถ้าเราให้เด็กยืมเรียน ถึงเวลาก็ซื้อทดแทนแค่บางส่วน เช่น ร้อยละ 20 เราก็จะเหลือเงินอีกหลายพันล้านนำไปพัฒนาส่วนอื่นๆ ได้ และการให้หนังสือยืมเรียน เด็กทุกคนก็ยังสามารถนำหนังสือกลับไปบ้าน อ่านทบทวนได้เหมือนเดิม ถึงเวลาก็นำหนังสือมาคืน

“ตรงนี้เป็นการฝึกวินัยให้เด็กรู้จักรักษาสมบัติเพื่อส่งต่อให้รุ่นถัดๆ ไป ช่วยให้เด็กมีวินัย รู้จักรักษาของ ที่สำคัญช่วยชาติประหยัดงบจำนวนมาก ทำไมจะไม่ทำ อย่างไรก็ตาม ในปีการศึกษา 2560 จะดำเนินการตามเดิมไปก่อน เพราะเตรียมการไว้แล้ว แต่ในปีการศึกษา 2561 จะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ส่วนงบที่เหลือก็จะใช้ในโครงการเรียนฟรีเหมือนเดิม” นพ.ธีระเกียรติกล่าวย้ำ

จับกระแสข่าวเด่น ในขณะที่ นายการุณ เลขาธิการ กพฐ. ก็ตอบสนองนโยบายนี้ในทันที โดยกล่าวว่า ตนสนับสนุนนโยบายในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ สพฐ.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อออกเป็นแนวปฏิบัติแจ้งไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ และเชื่อว่านโยบายการยืมหนังสือเรียนจะเป็นการสร้างวินัยให้เด็กมากขึ้น เพราะเด็กจะได้รู้จักรับผิดชอบและดูแลรักษาแบบเรียน

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าการรื้อฟื้นนโยบายนี้ ย่อมมีเสียงต่อต้านออกมาเช่นเคยจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง

อย่าง ดร.จิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ นายกสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพราะที่ผ่านมา ศธ.เคยให้เด็กยืมหนังสือเรียนแล้วพบปัญหาว่า เด็กขีดเขียนลงในหนังสือจนเลอะ โดยเฉพาะเด็กเล็กคงห้ามไม่ได้ และเมื่อสิ้นปีการศึกษาเด็กจะเอาหนังสือมาคืน เพื่อส่งต่อให้เด็กรุ่นต่อไป ซึ่งก็ไม่มีใครต้องการ เพราะสภาพหนังสือไม่ดี ผู้ปกครองและนักเรียนก็ไม่เอา และยอมที่จะซื้อหนังสือเรียนใหม่เอง

“เมื่อผู้ปกครองและเด็กไม่ต้องการรับหนังสือยืมเรียน โรงเรียนก็ได้รวบรวมไปให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ซึ่งทาง สพท.ก็ไม่อยากรับหนังสือเก่าเช่นกัน” ดร.จิระพันธุ์กล่าวย้ำถึงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ในขณะเดียวกัน ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ก็แสดงความกล้าหาญ ออกมาระบุว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งมีระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) อยู่ในโครงการเรียนฟรี ที่จะได้รับหนังสือเรียนด้วย ได้หารือกับ นพ.ธีระเกียรติแล้ว และได้ข้อสรุปว่า ให้ สอศ.ใช้ดุลยพินิจพิจารณาว่าจะใช้วิธีแจกหรือไม่ ซึ่ง สอศ.ได้ประชุมร่วมกับคณะทำงานด้านวิชาการแล้ว มีความเห็นว่า จะแจกหนังสือเรียนเหมือนเดิม

เลขาธิการ กอศ.ให้เหตุผลว่า ที่ไม่ใช้วิธีให้ยืมหนังสือเรียน เพราะแบบเรียนของอาชีวะเป็นหนังสือที่มีความหลากหลาย และจำเป็นต้องนำไปใช้ต่อยอดในระดับที่สูงขึ้น เพราะเป็นการเรียนเฉพาะด้าน เน้นเนื้อหาเฉพาะช่าง จำเป็นต้องใช้แบบเรียนเฉพาะบุคคล

ซึ่งก็เป็นเหตุผลความจำเป็นทำนองเดียวกับที่ผู้คนในแวดวงการศึกษามองว่า นักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่างก็มีความต้องการใช้หนังสือเรียนเพื่อการทบทวนเนื้อหา และเพื่อใช้อ่านสำหรับการสอบขึ้นชั้นเรียนที่สูงขึ้นเช่นกัน

Tags : ข่าวสารการศึกษา สาธารณสุข วิทยาการ วัฒนธรรม

view