Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

หลากมุมมอง! “สาเหตุ-ผลกระทบ-ทางแก้” ผลประเมิน PISA เด็กไทยแพ้!! เวียดนาม

หลากมุมมอง! “สาเหตุ-ผลกระทบ-ทางแก้” ผลประเมิน PISA เด็กไทยแพ้!! เวียดนาม

พลันที่ปรากฏข่าวสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดแถลงข่าวรายงานผลการประเมิน "โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ" (Programme for International Student Assessment : PISA) ประจำปี 2015 ซึ่งดำเนินการโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) เมื่อเร็วๆ นี้

จักระแสข่าวเด่น โดยพบว่า นักเรียนไทยในระดับมัธยมศึกษามีผลคะแนนอยู่อันดับท้ายๆ ของการวัดผลด้านการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านโดยรวม จากประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 72 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ในขณะที่เด็กสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน และหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงเวียดนาม มีผลการประเมินรวมดีกว่าเด็กไทยมาก

ที่สำคัญเด็กไทยยังมีผลคะแนนทุกด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมาก โดยเด็กไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านวิทยาศาสตร์ 421 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 493 คะแนน) การอ่าน 409 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 493 คะแนน) และคณิตศาสตร์ 415 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 490 คะแนน)

แน่นอนว่า ย่อมเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหลากหลาย ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุความตกต่ำของนักเรียนไทย ผลกระทบที่จะตามมาเป็นปัญหาระดับชาติ และแนวทางแก้ไขที่กระทรวงศึกษาฯจะต้องเอาจริงเอาจัง ราวกับเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ “นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” ที่ขยับขึ้นมาจากรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.

ทั้งนี้ ข้อสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพระบบการศึกษาของประเทศที่เข้าร่วมโครงการ ในการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนได้มีศักยภาพสำหรับการแข่งขันในอนาคต

โครงการ PISA เริ่มมีขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ.2000 และประเมินต่อเนื่องทุก 3 ปี เพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาและมุ่งให้ข้อมูลแก่ระดับนโยบาย

จับกระแสข่าวเด่น กลุ่มตัวอย่างของ PISA คือ นักเรียนกลุ่มอายุ 15 ปี ซึ่งสากลถือว่าเป็นวัยจบการศึกษาภาคบังคับ การประเมินของ PISA เน้นการประเมินความสามารถของนักเรียนในการใช้ความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง หรือที่เรียกว่า “การรู้เรื่อง” (Literacy) ใน 3 ด้าน ได้แก่ การรู้เรื่องการอ่าน (Reading Literacy) การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

ซึ่งการรู้เรื่องทั้ง 3 ด้านนี้ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่ประชากรจำเป็นต้องมีเพื่อการพัฒนาและการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

PISA 2015 มีประเทศที่เข้าร่วมโครงการ 72 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ และเป็นครั้งแรกที่จัดให้มีการสอบด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer-based assessment หรือ CBA) เต็มรูปแบบ

สำหรับเด็กไทย ได้มีการเก็บข้อมูลเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 จากนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 8,249 คน ใน 273 โรงเรียนของทุกสังกัด โดยใช้แบบทดสอบประเมินความสามารถในการใช้ความรู้และทักษะ ด้านวิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ พร้อมทั้งแบบสอบถามนักเรียนและผู้บริหารโรงเรียน

ผลการประเมิน PISA 2015 พบว่า เด็กไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านวิทยาศาสตร์ 421 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 493 คะแนน) การอ่าน 409 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 493 คะแนน) และคณิตศาสตร์ 415 คะแนน (ค่าเฉลี่ย OECD 490 คะแนน)

กระนั้น ทาง สสวท.ก็พยายามชี้แจงเปรียบเทียบกับ PISA ค.ศ.2012 ว่า ด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์ มีคะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนด้านคณิตศาสตร์ มีคะแนนลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงถือได้ว่าคะแนนด้านคณิตศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลงจากรอบการประเมินที่ผ่านมา

สสวท.ยังชี้แจงด้วยว่า เมื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนในภาพรวมตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงปัจจุบัน พบว่าผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของไทยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลการประเมินด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ผลการประเมิน PISA 2015 พบว่า นักเรียนในประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เอสโตเนีย มาเก๊า-จีน แคนาดา และฮ่องกง-จีน มีคะแนนทั้ง 3 ด้านอยู่ในกลุ่มบนสุด 10 อันดับแรก (Top 10) ส่วนนักเรียนไทย และอินโดนีเซีย มีคะแนนเฉลี่ยต่ากว่าค่าเฉลี่ย OECD

ซึ่งคะแนนสูงสุด 5 อันดับในแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านวิทยาศาสตร์ สิงคโปร์ 556 คะแนน, ญี่ปุ่น 538 คะแนน, เอสโตเนีย 534 คะแนน, จีนไทเป 532 คะแนน, ฟินแลนด์ 531 คะแนน ตามลำดับ

ด้านการอ่าน สิงคโปร์ 535 คะแนน, แคนาดา 527 คะแนน, ฮ่องกง-จีน 527 คะแนน, ฟินแลนด์ 526 คะแนน, ไอร์แลนด์ 521 คะแนน ตามลำดับ และ ด้านคณิตศาสตร์ ได้แก่ สิงคโปร์ 564 คะแนน, ฮ่องกง-จีน 548 คะแนน, มาเก๊า-จีน 544 คะแนน, จีนไทเป 542 คะแนน, ญี่ปุ่น 532 คะแนน ตามลำดับ

ทั้งนี้ สสวท.พยายามชี้แจงอีกว่า สาหรับประเทศไทย กลุ่มโรงเรียนที่เน้นการสอนวิทยาศาสตร์ มีคะแนนสูงในระดับเดียวกับกลุ่มบนสุด 5 อันดับแรก (Top 5) และกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่กลุ่มโรงเรียนทั่วไปยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD

และสำหรับผลประเมินเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน มี 5 ประเทศอาเซียนเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม แต่คะแนนของประเทศมาเลเซียไม่ถูกนำมาเปรียบเทียบ เนื่องจากอัตราการเข้าสอบน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น ผลการจัดอันดับการประเมินตามลำดับ คือ สิงคโปร์ เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย

วิทยาการคนรุ่นใหม่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ กล่าวในวันแถลงข่าวรายงานผลการประเมิน PISA 2015 ซึ่งขณะนั้นยังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ว่า เมื่อได้วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคะแนนในภาพรวม ตั้งแต่การประเมินรอบแรกจนถึงรอบปัจจุบัน พบว่าผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างจากการประเมินรอบที่ผ่านๆ มามากนัก

คงจะมีเพียงคะแนนด้านการอ่านเท่านั้นที่น่าเป็นห่วง ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนรูปแบบการทดสอบจากใช้กระดาษกับปากกา เป็นระบบทดสอบการอ่านผ่านทางคอมพิวเตอร์แบบเต็มรูปแบบ ทำให้เด็กบางส่วนไม่มีความคุ้นเคยกับรูปแบบการสอบเช่นนี้ แต่ไม่ใช่อ่านไม่เข้าใจ

อย่างไรก็ตาม ได้รายงานผลการประเมินรอบนี้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยต่อคะแนนที่ได้ พร้อมเร่งให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการแก้ปัญหาโดยเร็ว โดยส่วนตัวรู้สึกไม่พอใจกับคะแนนที่ออกมามากนัก แต่ต้องยอมรับว่า คะแนนซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่า เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

เพราะจะเห็นได้จากคะแนนของกลุ่มโรงเรียนไทยที่มีความโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์ และกลุ่มโรงเรียนสาธิต ที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลาง PISA โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ ที่มีคะแนนสูงในระดับเดียวกับกลุ่มบนสุด 5 อันดับแรก และมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าสิงคโปร์ (มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดอันดับหนึ่งของ PISA ในทุกวิชา) ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ (567 คะแนน) และด้านการอ่าน (537 คะแนน)

ส่วนคะแนนด้านคณิตศาสตร์ (556 คะแนน) ยังเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ และในกลุ่มโรงเรียนสาธิตยังมีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD คือ ด้านวิทยาศาสตร์ 510 คะแนน ด้านการอ่าน 494 คะแนน และด้านคณิตศาสตร์ 503 คะแนน ในขณะที่กลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงจะนำผลสะท้อนจากคะแนน PISA มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยได้เตรียมแนวทางที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษา พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ในร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ว่าภายใน 15 ปีข้างหน้าจะเร่งพัฒนาคะแนนการประเมิน PISA ของประเทศไทยทุกด้านให้เพิ่มขึ้น 100 คะแนน

“ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การผลิตและพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผลอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าวถึงสาเหตุและแนวทางแก้ปัญหาคะแนนการประเมิน PISA ของเด็กไทยในภาพรวม

นอกจากนี้ ทาง สสวท.ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลประเมิน PISA ของเด็กไทย ที่สำคัญ 2 ประการ คือ

ประการแรก นักเรียนไทยทั้งกลุ่มที่มีความสามารถสูงและกลุ่มที่มีความสามารถต่ำ มีจุดอ่อนอยู่ที่ด้านการอ่าน จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติพบว่า ความสามารถด้านการอ่านมีความสัมพันธ์กับด้านคณิตศาสตร์และด้านวิทยาศาสตร์ หากความสามารถด้านการอ่านต่ำ จะทำให้ผลการประเมินด้านอื่นมีคะแนนต่ำไปด้วย ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยจึงต้องยกระดับความสามารถด้านการอ่านของนักเรียนอย่างเร่งด่วน

และ ประการสอง ผลการประเมินชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพและสามารถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในระดับสูงได้ แต่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพนั้น ยังมีอยู่เฉพาะในวงจำกัด หากระดับนโยบายสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยขยายระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไปให้ทั่วถึง ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้

วิทยาการคนรุ่นใหม่ ทางด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เสนอแนวทางแก้ปัญหา และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากทาง ศธ.ไม่เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขว่า จริงๆ แล้ว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่ใช้เป็นเสาหลักในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนทั่วประเทศทุกวันนี้ สามารถทำให้นักเรียนไทยเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ด้าน รองรับสังคมในยุคศตวรรษที่ 21 และนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งครอบคลุมข้อสอบ PISA อยู่แล้ว ทั้งสมรรถนะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหา ค่านิยมระดับจิตวิญญาณ และสมรรถนะด้านการสื่อสาร

“เพียงแต่ที่ผ่านมา ครูยังไม่เข้าใจวิธีการสอนและการประเมินผล ที่ทำให้นักเรียนเกิดสมรรถนะทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ไปเน้นสอนแต่เนื้อหา สอนแบบ passive learning คือ ครูบรรยายแล้วให้นักเรียนนั่งฟัง ข้อสอบที่ประเมินผลนักเรียนก็ออกแบบเพื่อตัดสินผลถูกผิด ในขณะที่ข้อสอบ PISA จะเน้นให้เห็นอนาคต โดยวัดผลความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนที่สามารถสื่อสารต่อในเชิงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้”

ดร.ศักดิ์สินกล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างข้อสอบในโรงเรียนไทยทั่วไป ซึ่งเน้นอิงเนื้อหา เช่นคำถามว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนมีกี่ประเทศ แต่ถ้าเป็นข้อสอบ PISA จะเน้นการวัดผลความรู้ความเข้าใจในระดับหลักการของนักเรียน ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ความรู้ในศาสตร์วิชาต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน นำมากลั่นกรองวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน ดังนั้น ข้อสอบ PISA จึงเป็นเชิงวิเคราะห์ให้เห็นสมรรถนะในอนาคตของเด็ก เช่นถามว่า ประชากรในประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องปรับตัวอย่างไร ถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เป็นต้น

ประธานกรรมการบริหาร สถาบัน พว. กล่าวอีกว่า การจะแก้ปัญหาคุณภาพนักเรียนไทยให้ถูกทางนั้น จะต้องปฏิวัติการสอนของครูทั่วประเทศให้สอนในรูปแบบ Active Learning คือ ครูต้องพูดน้อยลง แล้วเน้นให้นักเรียนเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ จึงจะส่งผลทำให้นักเรียนไทยพัฒนาสมรรถนะสำคัญทั้ง 5 ด้านดังกล่าว เกิดความรู้ความเข้าใจในระดับหลักการ จนสามารถสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเองได้

ดังนั้น อยากให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการปฏิวัติการสอนของครูดังกล่าว ซึ่งครูไทยสามารถเปลี่ยนแปลงการสอนได้ทันที เมื่อเกิดความเข้าใจ

“แต่ถ้ายังปล่อยไว้ในสภาพนี้ แน่นอนว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี น่าจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเยาวชนไทยยังขาดศักยภาพในการคิดค้นนวัตกรรม อีกทั้งผลประเมินของ PISA ที่สะท้อนถึงศักยภาพที่ค่อนข้างต่ำของเยาวชนไทย เมื่อเทียบกับเยาวชนหลายประเทศในเอเชีย ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนทางธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยด้วย” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวทิ้งท้าย

ขณะเดียวกัน อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และว่าที่ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) “ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ยังต้องออกมาตอกย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ระบบการศึกษาไทย จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน

วิทยาการคนรุ่นใหม่ โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ ระบุว่า จากผลประเมินนักเรียนนานาชาติ PISA ที่ สะท้อนภาพว่า นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาของไทยอยู่อันดับท้ายๆ ของการวัดผลด้านการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านโดยรวม ในขณะที่เด็กในระดับมัธยมศึกษาในประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน และหลายประเทศในเอเชีย มีผลการเรียนรวมดีกว่าไทยมาก ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าประเทศไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” อาจชะงัก หากไม่เร่งสร้างประชากรคุณภาพมารองรับ

“ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้รับหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ปี พ.ศ.2560-2561 จะได้กำหนดวิสัยทัศน์และนำเสนอแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพราะเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ถ้าคนไทยและระบบการศึกษาไทยยังไม่พร้อมเพื่อนำประเทศเข้าสู่ความเป็นอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (Innovation Manufacturing) และที่สำคัญการพัฒนาจะต้องไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้ข้างหลังให้ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก”

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวด้วยว่า จากความคาดหวังของประเทศไทยในการสร้างการลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นสูง อาทิ เทคโนโลยีนาโน ชีวภาพดิจิทัล โรโบติก และฟินเทค เราจะต้องกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยและคณาจารย์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา และการดำเนินงานเสริมสร้างให้คนไทยมีศักยภาพในการเรียนรู้ และมีความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดการพัฒนาประเทศในทุกด้าน

กลไกผลักดันความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน ควรเน้นการสร้างคนที่มีคุณภาพ การยกระดับการศึกษาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการบูรณาการระบบการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้สอดคล้องกันให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพราะกว่าเด็กๆ ที่มีคุณภาพจะก้าวสู่มหาวิทยาลัยก็อาจจะสายเสียแล้ว

เป็นที่น่าเสียดายว่า บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยไทยทั่วประเทศมีประมาณ 360,000 คนต่อปี แต่เลือกเข้าเรียนในสายวิทยาศาสตร์น้อยกว่าสายสังคมศาสตร์ ในขณะที่ประเทศเรายังขาดแคลนบุคลากรสายวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมาก

หนึ่งในทางออกของระบบการศึกษาไทย คือ สังคมต้องช่วยสร้างค่านิยมใหม่ให้เด็กกลับมาสนใจเรียนสายวิทยาศาสตร์มากขึ้น ผู้ปกครองต้องปรับทัศนคติให้ลูกเลือกเรียนตามความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้บัณฑิตจำนวนมากจบออกมาได้ประกอบวิชาชีพตามที่ได้เล่าเรียนมา ลดความสูญเสียด้านการศึกษาที่มีการลงทุนมหาศาล เด็กของเราต้องเพิ่มการเรียนรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการรักการอ่าน คิด วิเคราะห์ เป็นพื้นฐานสำคัญให้มีความพร้อมและศักยภาพในการสร้างสรรค์ ประกอบอาชีพและการใช้ชีวิต เพื่อให้เราพึ่งพาตัวเองได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี

สำหรับทางออกที่ 2 ของระบบการศึกษาไทย เราต้องสร้างนักสร้างสรรค์นวัตกรรม ระบบการศึกษาทั้งหมดควรต้องปรับ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษา รวมถึงส่งเสริมให้มีหลักสูตรนานาชาติในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงการเรียนภาคภาษาอังกฤษภายในประเทศได้ง่าย

สจล.เองก็ได้เริ่มพัฒนาต้นแบบและทางเลือกการศึกษานานาชาติที่มีมาตรฐานสูงทัดเทียมต่างประเทศ ด้วยการเปิดโรงเรียนนานาชาติพระจอมเกล้า ที่จะเตรียมเด็กตัวตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เป็นผู้นำ และนักสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้นวัตกรรม

รวมถึงการเปิดวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติ สจล. ที่จะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์นักวิจัยนวัตกรรมที่สามารถร่วมสร้างสรรค์ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ขึ้นมาใช้เอง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ

เรายังมองเห็นทิศทางที่ดีของประเทศ คือ แนวโน้มที่มีคนรุ่นใหม่อยากเป็นเอสเอ็มอี หรือนักธุรกิจ Start-up โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้น ระบบการศึกษาต้องเสริมภูมิความรู้และประคับประคองช่วยเสริมทักษะให้คนรุ่นใหม่มากกว่านี้ เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุที่ต้องดูแลมากขึ้น ความหวังของประเทศจึงต้องฝากไว้กับคนในอนาคต

สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวเพื่อให้เยาวชนและคนไทยต้องได้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เรามีการพูดถึงโลก เราใช้ อินเตอร์เน็ตสำหรับสรรพสิ่ง (IOT : Internet of Things) เปลี่ยนผ่านจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่สังคมอัจฉริยะ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตทำให้การสื่อสารส่วนบุคคลและในธุรกิจแบบมัลติมีเดียเป็นแบบเรียลไทม์ เราควบคุมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านเรือน การสื่อสารในที่ทำงาน จัดการกระบวนการผลิต และการค้าขายออนไลน์ที่หลากหลาย

แต่โลกหมุนเร็วเกินคาด ในปี พ.ศ.2560 ที่จะมาถึงนี้ ดิจิทัลเทคโนโลยีจะเปลี่ยนอย่างฉับพลัน (Disruptive Changes) ก้าวล้ำไปสู่ยุคอินเตอร์เน็ตคือทุกสิ่ง (The Internet of Everything) เราจะใช้แอพพลิเคชั่นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นบนโทรศัพท์มือถือที่ราคาไม่แพงสั่งการหรือสื่อสารง่ายยิ่งขึ้น จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะนับร้อยนับพันชนิดที่ช่วยให้เรานั่งทำงานที่บ้านได้หลากหลาย มีระบบความปลอดภัยควบคุมการเปิด-ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า มีรถยนต์อัจฉริยะและเทคโนโลยีเพื่อการแพทย์ และคุณภาพชีวิตสุดล้ำอีกมากมาย

สำหรับทางออกที่ 3 สร้างความร่วมมือในเชิงบวกและสื่อสารความกระตือรือร้นการศึกษาทางด้านนวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ โดยทั้งนักศึกษา รูปแบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจเอกชน ต้องมีทัศนคติที่ตรงกัน ร่วมกันพัฒนาความสามารถและทักษะในการเรียนรู้

เราจะต้องสร้างบรรยากาศทั้งอาจารย์ นักศึกษา และภาคธุรกิจให้มีแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงความสนใจของนักศึกษากับหลักสูตรที่เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ มีความสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ สังคมและเศรษฐกิจของไทย ต้องมีการปฏิวัติหลักสูตรใหม่ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเอาวิชาต่างๆ มารวมกันแต่ต้องเน้นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนให้เยาวชนได้มีโอกาสฝึกฝนการทำงานในโลกธุรกิจและใช้นวัตกรรมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย

อธิการบดี สจล. และว่าที่ประธาน ทปอ. กล่าวในตอนท้ายว่า การปฏิรูปภาคการศึกษาในยุคที่เริ่มต้นเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 และอุตสาหกรรมใหม่เกิดและเติบโตอย่างก้าวกระโดด การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องพึ่งพางบประมาณตัวเองมากขึ้น จะต้องมีประสิทธิภาพในการบริหารงานสูงสุด โดยใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาการเรียนการสอน

โดยตระหนักว่านักศึกษาคือผู้ที่จะนำเอานวัตกรรมไปสู่ความสำเร็จ และนำไปปฏิบัติได้จริง นำเอาการเรียนรู้บนโลกอินเตอร์เน็ตนี้มาใช้สอดคล้องกับวัฒนธรรม เทคโนโลยีใหม่ และอาชีพหรือรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

“เราต้องการสร้างวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือทั้งระบบการศึกษา ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ และความฝันของเด็ก เราควรจะมีห้องเรียนอัจฉริยะกระตุ้นการเรียนรู้ทำให้นักศึกษามีทักษะแบบมืออาชีพ พร้อมกับมีมาตรการวัดสัมฤทธิผลด้านการศึกษาที่ชัดเจนต่อเนื่อง เพื่อที่เราไม่ต้องคอยตอบปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา เมื่อมีสถาบันวัดผลนานาชาติมาเปิดเผยผลการสำรวจ”

วิทยาการคนรุ่นใหม่ ปิดท้ายด้วยการชี้ถึงอีกหนึ่งสาเหตุคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยที่แพ้เด็กเวียดนาม และแนวทางแก้ปัญหา โดย ศาสตาจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกล่าวถึงในระหว่างการปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การพัฒนากลยุทธ์เพื่อสุขภาวะชุมชนท่ามกลางความผกผันทางประชากร" ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

โดย ศ.ดร.เกื้อ ระบุว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นแห่ง เป็นโรงเรียนประถมศึกษา 2 หมื่นกว่าแห่ง โรงเรียนเหล่านี้ประสบปัญหาขาดแคลนครู เพราะมีนักเรียนราว 12 ล้านคน แต่มีครูประมาณ 6 แสนคน โดยมีครูแค่ราว 5 หมื่นคน ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนอีก 5 แสนกว่าสอนวิชาอื่นๆ

จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลาผลประเมิน PISA ออกมาทีไร เด็กไทยจะแย่กว่าเด็กเวียดนาม เพราะใช้วิธีสุ่มตัวอย่างจากนักเรียนทั้งประเทศ ซึ่งนักเรียนไทยส่วนใหญ่ 79% เรียนสังคมสาสตร์ แต่นักเรียนเวียดนาม 70% เรียนวิทยาศาสตร์

ถ้าสภาพระบบการศึกษาไทยยังเป็นแบบนี้ วัดผล PISA เด็กไทยกี่ครั้งก็ต้องออกมาแย่ เพราะความรู้และทักษะ 3 ด้านที่สุ่มถาม เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“แนวทางจะแก้ไขคือ ต้องทำให้ครูจำนวน 6 แสนกว่าคน มาสอนวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 50% เพราะครูจำนวน 5 หมื่นคนที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะสอนเด็กมัธยมศึกษา 4-6 ไม่ได้สอนมัธยมฯ 1-3 มากนัก” ศ.ดร.เกื้อกล่าว

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุความตกต่ำของนักเรียนไทย ผลกระทบที่จะตามมาเป็นปัญหาระดับชาติ และแนวทางแก้ไข ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ “นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” !!!

Tags : ข่าวการศึกษา แวดวงการศึกษา

view