Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ลือหึ่งโควิด-19 ลามสอนออนไลน์ ศธ.จัดพันล้านซื้อสื่อดิจิทัลสกัด? เกรงซ้ำรอยบทเรียนแท็บเล็ต 3 พันล้าน อาจยอมเจ็บเพื่อจบ!

ลือหึ่งโควิด-19 ลามสอนออนไลน์ ศธ.จัดพันล้านซื้อสื่อดิจิทัลสกัด? เกรงซ้ำรอยบทเรียนแท็บเล็ต 3 พันล้าน อาจยอมเจ็บเพื่อจบ!

(เสวนากับบรรณาธิการ 6-12 เม.ย.63)

                  

เห็นทีจะเป็นโอกาสหรือได้โอกาสทองของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) จะให้ระบบเทคโนโลยีเข้าช่วยให้ขบวนการเรียนการสอนแก่คุณครูและนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น โดยอาศัยช่วงจังหวะของช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของเชื้อโควิด-19 ที่กำลังแผลงฤทธิ ก่อวิกฤติทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมากทั่วโลก ไม่เว้นสยามเมืองยิ้มอย่างไทย

อาจเรียกได้ว่า สมทั้งเหตุและสมทั้งผล ชนิดที่ถ้าไม่ทำ น่าจะถูกตำหนิถึงความเป็นผู้นำที่เย็นชาต่อความคิดเชิงพัฒนาก็ว่าได้!!

 


                       

ถ้าใครมองเช่นว่านี้ น่าจะเป็นการมองผิดอย่างยิ่งสำหรับแนวคิดเรื่องดังกล่าว และต้องยกให้กับการรู้จักทอดจังหวะโดยให้เวลาด้วยการรอคอยอย่างอดทนของนายณัฏฐพล ที่ไม่ผลีผลามรุกไล่จับเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาคุยหรือสั่งการเป็นนโยบายอย่างจริงจังในห้วงเลาก่อนหน้านี้ เนื่องจากบทเรียนจากกรณีจัดซื้อแท็บเล็ตจากประเทศจีน เมื่อปี 2555 สูญงบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 3 พันล้านบาท ยังคาตาคาใจสังคมแบบลืมไม่ลงถึงทุกวันนี้

นอกจากจะไม่คุ้มค่า ไม่เหมาะสมที่นำมาใช้แล้ว ธุรกิจการจัดทำเนื้อหาบทเรียน แบบฝึกหัด เพื่อนำบรรจุเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนในแท็บเล็ต ตามหลักสูตรแต่ละรายวิชาในแต่ละระดับชั้น ที่อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่งรับไปดำเนินการจัดทำแบบเหมาจ่ายด้วยงบประมาณมหาศาลในครั้งนั้น ได้กลายเป็นขยะที่ไร้ค่าสาบสูญไปพร้อมกับซากแท็บเล็ตขยะอิเล็กทรอนิกส์ อันอัปยศของนักการเมืองที่เข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการในช่วงนั้น

แต่อาจจะเป็นเพราะด้วยความขลัง ความมีเสน่ห์ ความหอมหวาน ของคำว่า "เทคโนโลยี" มักชวนให้เกิดความลุ่มหลง ทำให้เกิดกิเลสอยากมี อยากได้ อยากทันสมัย ไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นคนตกยุคที่กำลังพัฒนาก้าวไกล โดยเฉพาะนักการเมือง นักบริหาร หากได้พูดถึงเทคโนโลยี จึงจะนำไปสู่ความเป็นผู้นำ เท่ห์ดูดี มีวิสัยทัศน์ขึ้นมาทันที

จะเห็นได้ว่า หลังปฏิรูปการศึกษายุคแรก ผู้ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมองทั้งสองซีกจะติดแฮชแท็กคำว่า #เทคโนโลยี ตามด้วยขยายความส่วนที่เกี่ยวข้องในนโยบายเสมอ

ที่บอกว่า นายณัฏฐพล รมว.ศธ. รู้จักจังหวะและให้เวลารอคอยอย่างอดทน กับนโยบายเรื่องเทคโนโลยีเข้ามา เห็นได้จากช่วงต้นปี 2563 ได้พูดถึงการได้รับเชิญไปดูงานที่ประเทศจีน ในที่ประชุมสัมมนาผู้บริหาร สพฐ. ประกอบด้วย ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ ชื่นชมจีนว่าพัฒนาการศึกษาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปไกลมาก

"จีนใช้ระบบการเรียนแบบสมาร์ทคลาสรูม หรือห้องเรียนอัจฉริยะ และโรงเรียนทั่วประเทศจีนมีอินเตอร์เน็ตใช้ถึงร้อยละ 98 ทำให้ครูสามารถเห็นเด็กที่ไม่เข้าใจสิ่งที่ครูสอนได้ เพราะระบบ AI จะประมวลผลให้ครู ทำให้ครูสามารถกระตุ้นเด็กให้ตั้งใจเรียนได้"

          ...ตอกย้ำหนักแน่นอีกว่า ถ้าไทยยังฝืน และบอกว่าไม่อยากใช้เทคโนโลยีคงไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ผิดพลาดอะไร เดือนพฤษภาคม 2563 นี้ ร้อยละ 95% โรงเรียนในประเทศไทยน่าจะมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง มีคุณภาพที่ได้มาตรฐานไปยังห้องเรียน...

"วางแผนว่า ในปี 2564-2565 จะให้นักเรียนมีแล็ปท็อปใช้ในราคาเรื่องละประมาณ 6-7 พันบาท เพราะถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้ ไม่รู้ว่าเราจะยืนอยู่จุดไหน"

แม้ว่าสิ่งที่ "เสมา 1" พูดไว้ จะผ่านมานานเกือบ 3 เดือนแล้วก็ตาม แต่ประโยคที่มีใจความยกมาให้เห็น น่าจะคุ้นๆ กันบ้างกระมังที่ว่า "ได้ยินกันมากี่ครั้ง กี่รัฐมนตรี กี่นโยบายของคนที่เข้ามานั่งเก้าอี้ เสมา 1 เข้ามาแล้วไม่นานนักก็ก้าวพ้นไปจากกระทรวงศึกษาธิการ อย่างไม่ต้องรับผิดชอบกับนโยบายที่ตนเองสั่ง และไม่สนใจกับข้อสงสัยของสังคมคนทั้งประเทศต่อพฤติกรรมและผลประโยชน์ อันพึงควรต้องตั้งคำถามและควรมีคำตอบให้สังคมอย่างชัดเจนด้วย??

มิใช่นิ่งเฉยจนกลายเป็นความน่าอดสู เหลือทิ้งไว้ซึ่งเศษซากสลักหักพังจากนโยบายให้ครูและเด็กๆ แบกรับกันไปดูแลช่วยเหลือกันเองตามยถากรรม

ดังนั้น การก้าวเข้ามากำกับย้ำของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ครั้งล่าสุดนี้ จึงค่อนข้างมีเหตุมีผลอย่างยิ่งกับการคิดอ่านนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในช่วงการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจำเป็นต้องปรับกระบวนการเรียนการสอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูการอรรถาอธิบายถึงกระบวนการที่จะบ่งบอกถึงความโปร่งใสในการทำงาน ที่ว่ามีตั้งแต่การประสานสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งคุณชาติ (กสทช.) ขอช่องทีวีดิจิทัล มาเพื่อจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้เด็กนักเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาปีที่ 3 

และอาจจะมีการจัดทำคลิปเป็นรายการออกฉายทางโทรทัศน์ความยาว 30 นาที หรือเผยแพร่ทางยูทูป โดยเชิญครู 80 คน ที่มีทักษะการสอนที่ดีมาจัดทำคลิปสื่อการสอนนักเรียนระดับชั้น ม.4-6 ให้ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือ การคิดอ่านนำมาบรรจุไว้บนเว็บไซต์ของ สพฐ. เผยแพร่ผ่านช่องทาง Obec Channel ที่เป็นแพลตฟอร์มของสพฐ.เอง  

ส่วนการพัฒนาครู จะผ่านออนไลน์และการใช้เทคโนโลยีร่วมกัน ขณะเดียวกันในพื้นที่ห่างไกลที่มีการใช้งานอินเตอร์เน็ต จะขอความร่วมมือจากผู้ปกครองที่มีโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ให้คำแนะนำนักเรียนด้วยเช่นกัน

ตามด้วยการสำรวจความพร้อมของผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเวลานี้ว่ามี เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) , คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (Notebook) , แท็บเล็ต (Tablet) หรือไม่ รวมถึงหาแนวทางที่เหมาะสมและคุ้มค่าโดยนำระบบออนไลน์มาใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้

ทุกอย่างชัดเจน ดูดีมีเป้าหมาย ชนิดที่มีแผนอยู่แล้วว่า จะใช้เงินปี 2565

 

            แต่ท้ายสุด คงต้องฟังเสียงรอบข้างที่ว่า การวางระบบโครงข่ายที่จะเชื่อมต่อกัน และเนื้อหาสาระเป็นความสำคัญ หากไม่มีโครงข่าย มีเพียงอุปกรณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพ ก็ไร้ประโยชน์ ศธ.พร้อมแค่ไหนในเรื่องต่อไปนี้

1.ระบบโครงข่ายที่จะเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีการสำรวจ ทดสอบกันแล้วหรือยัง หากยังไม่มี แม้จะลงทุนอุปกรณ์และเนื้อหาสาระมากมายก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นเรื่องปลายทาง

2.รายได้ครอบครัวเด็กส่วนใหญ่ของประเทศมีความพร้อมแค่ไหน ในสภาพทางเศรษฐกิจยังแตกต่างกันไปตามอาชีพ ทำนา ทำไร่ รับจ้าง โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่ยังยากจน ยิ่งในช่วงวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ยาวนานออกไป ผู้ปกครองก็ยิ่งเดือดร้อนกว่าเดิม

3.มองไปที่กลุ่มครูและบุคลากร บ้านหลายคนไม่มีอินเตอร์เน็ต อยู่ชายขอบ ชายแดนถิ่นทุรกันดาร ยังพึ่งพา wifi หน่วยงานเป็นหลัก ความพร้อมในด้านแอปพลิเคชันเกี่ยวกับบทเรียน แบบฝึกหัด คู่มือครู และการมีเทคโนโลยี AR, VR และ AI จะทำให้สามารถตอบโจทย์ด้านการศึกษาให้กับผู้เรียนได้หรือไม่

4.สำคัญไม่น้อยเช่นกัน กับการเปลี่ยนบทบาทครูผู้สอนจากเป็นผู้ชี้นำเปลี่ยนเป็นผู้สนับสนุน และให้คำแนะนำแก่ผู้เรียน รวมถึงเครื่องมือใน Classroom ที่จะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การแจกจ่ายงาน หรือจัดเอกสารให้นักเรียน หรือเพื่อนในกลุ่ม หรือส่งความคิดเห็นนักเรียนส่งถึงครูผู้สอน และจะแก้ปัญหานักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพการเข้าถึงหรือมีอุปกรณ์ไม่เท่ากันได้อย่างไร


  

           สุดท้าย คงถึงหมากที่ตั้งหมุดหมายเอาไว้อย่างที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. เกริ่นไว้แบบไม่เต็มเสียงเต็มคำเท่าใดนัก คืออาจจะต้องจัดซื้อแท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊คให้กับนักเรียนอีกจำนวนมาก เพื่อประกอบการเรียนผ่านเว็บไซต์

สอดรับกันแบบบังเอิญยิ่งจาก นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. ออกมาให้ข่าวหลังนั่งเป็นประธานประชุมวางแนวทางการผลิตสื่อการสอนออนไลน์ รายวิชาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1/2563 ระดับชั้น ม.4-6 เพื่อรองรับสถานการณ์ช่วงเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ณ ห้องประชุม 1 อาคาร สพฐ. 4 เมื่อวันก่อนอย่างน่าสนใจที่ว่า

         มีแผนจะจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรืออีบุ๊ก เพื่อให้นักเรียนสามารถดูสื่อไปพร้อมกันได้ในระหว่างที่เรียน สามารถจดโน้ตลงอีบุ๊กได้ เน้นข้อความไฮไลต์ ตีเส้นได้ สอบถามครูได้ ส่วนครูก็จะมีแบบฝึกหัดให้เด็กทำ และให้การบ้านเด็กได้ และอีกส่วนหนึ่งที่วางแผนไว้ก็คือ อาจจะมีการจัดทำคลิปเป็นรายการออกฉายทางโทรทัศน์ความยาว 30 นาที หรือเผยแพร่ทางยูทูป โดยเชิญครู 80 คน ที่มีทักษะการสอนที่ดีมาจัดทำคลิปสื่อการสอนนักเรียนระดับชั้น ม.4-6 ให้ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้"

          ไม่เพียงแค่สงสัยถึงหน้าที่ความเป็น "ที่ปรึกษา" ใช่หรือไม่? แต่ยังตามด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามหลัง ไม่อยากให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจัดซื้อแท็บเล็ตอัปยศชั่วช้า จำนวนกว่า 8.5 แสนเครื่องแจกนักเรียนของ ศธ.เมื่อปี พ.ศ.2555 ที่สูญงบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 3 พันล้านบาท ในครั้งที่ผ่านมา

 

จึงอยากให้ ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ระวังพวกเหลือบไรเกาะติดนักการเมือง อาจกำลังวางแผนเขมือบงบประมาณกระทรวงศึกษาฯภายใต้สถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ให้จงดี!!

          ล่าสุด มีรายงานเพิ่มเติมจาก “สำนักข่าวการศึกษาสยามเอ็ดดูนิวส์” ว่า มีเสียงเล็ดลอดจากผู้หลักผู้ใหญ่ใน ศธ.ทำนองว่า อาจจะมีการเตรียมงบประมาณแผ่นดินไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาทแล้ว และเงินจากกองทุนเทคโนโลยีของหน่วยงานที่อยู่นอกสังกัด ศธ.อีกราว 300 ล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อสื่อเทคโนโลยี เพื่อแลกกับการสอนออนไลน์แบบฆ่าเวลา รอเปิดเทอมจริง

           ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็คงจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมคุ้มค่าหรือไม่ตามมาแน่นอน?? เนื่องจากความกริ่งเกรงประวัติศาสตร์น่าอดสู "ซากแท็บเล็ต" ยังคงหลอกหลอนคนกระทรวงศึกษาธิการอยู่นั่นเอง!!


Tags : ข่าวการศึกษา นวัตกรรม สาธารณสุข วัฒนธรรม

view