Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ไวรัสโคโรนา 2019 : พลิกวิกฤติการศึกษาไทย..สู่มิติใหม่เหนือความคาดหมาย

ไวรัสโคโรนา 2019 : พลิกวิกฤติการศึกษาไทย..สู่มิติใหม่เหนือความคาดหมาย

         


    

(เสวนากับบรรณาธิการ 23-29 มีนาคม 2563)

เป็นที่รับทราบโดยทั่วกันที่ว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีการแพร่ระบาดในหลายประเทศ  กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียนนักศึกษาที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว

จึงมีประกาศให้สถานศึกษาทุกแห่งของรัฐและเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งอยู่ในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ตั้งแต่วันพุธที่ 18 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง ลงนามโดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ สรุปพอสังเขปได้ว่า 

ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งยึดประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงโรงเรียนกวดวิชานอกระบบด้วยไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนดนตรี โรงเรียนสอนติวเพื่อสอบแข่งขัน หรือแม้กระทั่งการเรียนการสอนในช่วงซัมเมอร์ และโรงเรียนนานาชาติบางแห่งที่ยังมีการจัดการเรียนการสอนอยู่ จะต้องปิดเรียนทั้งหมดจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลาย”

    

ตอกย้ำหนักแน่น จาก นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. หากสถานศึกษาใดฝ่าฝืนตามประกาศฉบับนี้ หากเป็นโรงเรียนเอกชนจะถูกยึดใบอนุญาตการจัดตั้งสถานศึกษา ส่วนโรงเรียนสังกัดอื่น ๆผู้บริหารหากละเมิดก็จะต้องรับผิดชอบและถูกลงโทษ ทั้งนี้แม้จะประกาศปิดสถานศึกษาแต่ขอให้ข้าราชการครูที่เกี่ยวข้องต้องหยุดทำงานอยู่ที่บ้านด้วยไม่ใช่คิดว่าปิดสถานศึกษาแล้วตัวเองจะออกไปเที่ยวต่างจังหวัดได้

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่สถานศึกษาต้องปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษดังกล่าว หากมีความจำเป็น ให้ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนดแนวทางแก้ปัญหา ทั้งนี้ ให้สถานศึกษาจัดให้มีการเรียนการสอนด้วยการไม่ต้องเข้าชั้นเรียน โดยปรับการเรียนการสอนเป็นทางออนไลน์

...ทั้งหลายทั้งปวง ย่อมเข้าใจได้ถึงประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะไม่ปกติ ดังนั้น ความวิตกห่วงใยถึงความปลอดภัยในทุกชีวิตที่ต้องมีกิจกรรมร่วมกันหมู่มาก ย่อมได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างมิต้องวงสัย ซึ่งแม้จะตั้งอยู่บนความปรารถนาดีเพียงใด ย่อมอาจมีคำถามค้างคาใจอยู่บ้างถึงวิธีปฏิบัติ ตลอดกระบวนการติดตามตรวจสอบ ได้เป็นไปตามประกาศหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดช่องให้สถานศึกษาได้หายใจได้บ้างที่ว่า หากมีความจำเป็นจะต้องมีกิจกรรมการเรียนการสอน ก็ให้สถานศึกษาจัดด้วยการไม่ต้องเข้าชั้นเรียนตามปกติ แต่ปรับการเรียนการสอนเป็นทางออนไลน์ ที่ดูเหมือนจะเป็นความทันสมัย ไม่ตกยุค ฟังแล้วทุกคนเข้าใจ อยู่ที่ไหนก็เรียนก็สอนก็วัดผลได้ อะไรทำนองนั้น

เท่าที่ผ่านมา จะเห็นความชัดเจนในข้อสั่งการของหน่วยงานราชการทั่วไป ย่อมเป็นที่รับรู้ทั่วกันว่า ต้องถือปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ก็มีประเภทเมื่อไกลหูไกลตา จับไม่ได้คาหนังคาเขา มักมีประพฤติกรรมที่ละเมิดต่อกฎ ระเบียบ กฎข้อบังคับเสมอ ยิ่งอยู่ไกลหูไกลตา ไร้เครื่องมือควบคุมตรวจสอบ

หากไม่มีเรื่องราวเสียหายใหญ่โตก็ถือว่า ยังถือว่าโชคยังเข้าข้าง แต่เมื่อใดที่เกิดความแตก ก็สมควรได้รับการลงโทษในอัตราสูงสุดตามกำหนด โดยไม่มีการลดหย่อนเช่นกัน เพื่อป้องกันการเอาเยี่ยงอย่างและรักษาไว้ซึ่งความศักดิสิทธิ์แห่งกฎหมาย ในช่วงยามบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ต้องความร่วมมือจากทุกคนในชาติ

หากมองให้ลึกถึงนโนบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษากับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ; โควิด -19 มีหน่วยงานสถานศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ถึงจำนวน  38,258  แห่ง ที่กำกับดูแลโดย สนง. การศึกษาเอกชน 3,977 แห่ง สพฐ.  30,405  แห่ง สนง. อาชีวศึกษา 905 แห่ง (ของรัฐ  427 แห่ง เอกชน  478  แห่ง) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 1 แห่ง

 

นี่ยังไม่นับรวมหน่วยงานและกระทรวงต่าง ๆ ที่มีสถานศึกษาในสังกัด อาทิ กระทรวงมหาดไทย 1,640 แห่ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 1,629 แห่ง กรุงเทพมหานคร  439 แห่ง สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ 409  แห่ง และ ในส่วนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ( ศพด.) อีกจำนวน 19,429  แห่ง

คงไม่ต้องพูดถึงจำนวนบุคลากร ที่ทำหน้าที่ เมื่อรวมจำนวนทั้งประเทศแล้ว น่าจะเกินล้านคน ที่นอกจากต้องอยู่ในกฎระเบียบ ดูแลตนเองให้ดี ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำตัวเองให้เป็นที่วิตกกังวลหรือสร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภาระแก่ผู้อื่น หากจะมีจิตอาสาทำประโยชน์แก่ชุมชน สังคมโดยรวมเป็นที่ประจักษ์ได้ ย่อมเป็นที่ควรสรรเสริญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม สังเกตว่า หน่วยงานหลักที่มีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ บางแห่ง ในที่นี้ไม่ขอเอ่ยถึง ต่างออกหนังสือถึงสถานศึกษาในลักษณะกำกับเน้นให้ใช้ระบบออนไลน์เป็นหลักการกว้าง ๆ ที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญถึงรายละเอียดและวิธีการสู่การปฏิบัติ โดยมีศูนย์ฯให้คำแนะนำเป็นพี่เลี้ยง ประสาน คอยช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาตอบสนองนโยบายได้ทันท่วงที

ดังเช่น นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ กพฐ. ได้มีการซักซ้อมความเข้าใจการปิดสถานศึกษาและการรับนักเรียน จัดเวรยามดูแลทรัพย์สินของสถานศึกษาโดยหมุนเวียนครูและบุคลากรทำหน้าที่ ใช้เทคโนโลยีในการบริหารและปฏิบัติงานแทน  ให้สถานศึกษาเลื่อนการรับสมัคร การสอบคัดเลือก การจับฉลาก การประกาศผล การรายงานตัว และการมอบตัว ที่ได้กำหนดวันไว้เดิมตามปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ต้องเป็นศูนย์ประสานงานการดำเนินการกับทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ล้วนค่อนข้างลงลึกลงไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 

ที่น่าสนใจกับหลังจากนี้ไป คือ สพฐ.และครูผู้สอนจะถอดบทเรียนเรื่องไวรัสโคโรนาสู่สถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นการอุบัติขึ้นของโรคเกิดจากสาเหตุใด อาการของโรค และวิธีดูแลป้องกันตัวเองจากโรคระบาดต่างๆ เพื่อตอกย้ำเรื่องการรับผิดชอบต่อสังคม เพราะการแพร่ระบาดไวรัส จำนวนมากจะส่งผลกระทบต่อสังคมในด้านใดบ้าง

เสียดายที่ สพฐ.ยังไม่ได้คิดถึงการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชา เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการถอดบทเรียนครั้งนี้ด้วย ซึ่งก็ยังไม่ช้าเกินไปหากจะคิดอ่านเตรียมการตั้งแต่บัดนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่หลายหน่วยงานควรจะนำไปพิจารณาดำเนินการตามแบบฉบับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่มี นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช. ส่งหนังสือตรงไปยังบรรดาโรงเรียนเอกชนในระบบ โรงเรียนนานาชาติทุกแห่ง รวมถึงโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ถึงแผนสอนซ่อมเสริม ให้กับนักเรียนโดยใช้ระบบออนไลน์ ( Social Network)  หรือใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์กับ  นักเรียนและครู เรียนรู้ผ่านศูนย์การเรียนรู้ด้วยระบบดิจิทัล สช. (OPEC Digital Learning Center : ODLC ผ่านเว็บไซต์ สช. URL: odlc.opec.go.th ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

โรงเรียนใดที่มีการเรียนผ่านระบบออนไลน์ มีการผลิตสื่อในระบบดิจิทัลอยู่แล้ว สช.ขอความร่วมมือนำมาผยแพร่พร้อมที่จะให้โรงเรียนอื่นร่วมใช้ได้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือทางวิชาการให้แก่โรงเรียนอื่นด้วย

นอกจากนี้ ยังไม่ลืมที่จะแจ้งให้โรงเรียนนานาชาติทุกแห่ง รวมถึงโรงเรียนเอกชนนอกระบบ วางแผนการดำเนินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ระบบออนไลน์ ระบบ Social Network หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทน มีการประสานงานระหว่างโรงเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบออนไลน์  พร้อมขอให้โรงเรียนสร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นในการปรับวิธีการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว กับนักเรียนและผู้ปกครองทราบและเข้าใจอย่างทั่วถึง

ให้โรงเรียนนานาชาติรวมถึงโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตของนักเรียนและครูชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการต่ออายุวีซ่าต่อไป และรายงานให้ สช.ทราบ

และในกรณีที่โรงเรียนมีความจำเป็นต้องจัดกิจกรรมในลักษณะการประชุมปรึกษาหารือ เพื่อเตรียมการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ให้จัดที่นั่งห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร และมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด - 19 ตลอดทั้งลดความเสี่ยงการแพร่เชื้ออย่างเคร่งครัด

โรงเรียนใดที่อยู่ระหว่างดำเนินการรับสมัครสอบคัดเลือก หรือการรายงานตัวผู้เรียนและไม่ได้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการ ให้เลื่อนกำหนดการไปก่อน จนกว่า สช.จะแจ้งให้ทราบ ตามด้วยขอให้รายงานสช.ทราบโดยเร่งด่วน ทาง E-mail : letteropec@gmail.com เพื่อดำเนินการนำมาเผยแพร่ต่อไป

เห็นไหมล่ะว่า  มีแบบ มีแผน มีการเตรียมการ รับมือ ไว้อย่างครบครัน ชัดแจ้ง

แบบอย่างดี ๆ หน่วยงานไหนจะนำไปบูรณาการใช้กันให้สอดคล้องกับภารกิจของตน คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าอาย  ขออย่างเดียวอย่าก้อปปี้ต้นฉบับไปทั้งดุ้นเช่นผลงานทางวิชาการบางคน จะเสียทั้งนายและองค์กร


สำนักข่าวการศึกษา Siamedunews

Tags : ข่าวการศึกษา นวัตกรรม สาธารณสุข วัฒนธรรม

view