Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ฉายภาพ!มจธ. น้อมนำแนวพระราชดำริ...เข้าสู่ยุค bioeconomy

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ฉายภาพ!มจธ. น้อมนำแนวพระราชดำริ...เข้าสู่ยุค bioeconomy

ในอดีตพื้นที่ชุมชนรอบมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) บางขุนเทียน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำบ่อเลี้ยงกุ้ง และมีปลาหมอเทศเป็นพันธุ์ปลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากบ่อกุ้ง นักวิจัยและชาวบ้านในชุมชน เคยตั้งกลุ่มพัฒนาร่วมกัน นำปลาหมอเทศมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อในท้องถิ่นอย่างปลาหมอแดดเดียว และน้ำปลา

แต่ในช่วงเวลานั้น นักวิชาการยังไม่ได้สร้างความตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรร่วมกับชาวบ้าน มีการนำปลาหมอสี ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์ มาปล่อยในคลองธรรมชาติ ทำให้เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ ปลาหมอเทศเกิดการกลายพันธุ์ หน้าตา เนื้อสัมผัส และรสชาติเปลี่ยนไป ไม่เหมาะกับการบริโภค ไม่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายได้เหมือนเดิม

จากที่เคยเป็นพันธุ์ปลาท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ปัจจุบันชาวบ้านต้องซื้อพันธุ์ปลามาจากที่อื่นแทน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากความไม่รู้และไม่ตระหนักรักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม กว่า 20 ปีแล้ว ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ได้ปฏิบัติงานภายใต้กิจกรรมสนองพระราชดำริของศูนย์ส่งเสริมมูลนิธิโครงการหลวง และโครงการพระราชดำริ มจธ.

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟู ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถและส่งเสริมอาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์ และชาวบ้าน รวมไปถึงการปฏิบัติงานในกลุ่มมหาวิทยาลัยกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี พ.ศ.2555 มจธ.ได้รับพระราชทานอนุญาตให้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นมานานเกือบ 30 ปีแล้ว ได้ดำเนินงานสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจากยอดเขาสู่ท้องทะเล

สกู๊ปข่าวการศึกษา ทั้งนี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เกริ่นนำเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมา มจธ.มีการทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อยู่จำนวนมาก แต่กระจายอยู่ในส่วนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

ดังนั้น หาก มจธ.น้อมนำแนวทางการปฏิบัติของโครงการ อพ.สธ.มาใช้กับงานของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดการจัดหมวดหมู่ ก็จะทำให้เห็นว่าแต่ละงานที่ทำนั้นมีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์กับใครได้บ้าง ในแต่ละพื้นที่มีอะไรที่สอดคล้องกัน และจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างไร 

หัวใจสำคัญของ อพ.สธ. คือการรู้จักใช้ประโยชน์ เกิดความตระหนักและหวงแหนในสิ่งที่มีอยู่ แต่ก่อนที่เราจะไปบอกให้ใครทำอะไรได้นั้น กลไกสำคัญต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน เราพยายามปลูกฝังให้คนใน มจธ.มีความตื่นตัวเรื่องสภาพแวดล้อมแบบกว้าง สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติคือบุคลากร นักวิจัย ตลอดจนนักศึกษาของ มจธ. ไม่ว่าจะไปทำงานในพื้นที่ใดก็ตาม ให้นำหลักปฏิบัติตามแนวทางพระราชดำริของ อพ.สธ.ไปใช้ด้วยเสมอ

“สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น คนที่นั่นเขาเคยทำอะไรมาก่อน แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีตรงนั้น และช่วยอนุรักษ์ไว้ได้อย่างไร ไม่ใช่ไปตักตวงจากธรรมชาติตลอดเวลา เพราะจะไม่เกิดความยั่งยืน” ดร.กฤษณพงศ์กล่าว

สกู๊ปข่าวการศึกษา รศ.นฤมล จียโชค ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มจธ. กล่าวเสริมว่า ในการดำเนินงานตามกรอบของ อพ.สธ.นั้น ต้องสังเกตทรัพยากรในพื้นที่ที่เข้าไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์

หนึ่งในเป้าหมายที่ มจธ.พยายามปลูกฝังคือ การที่บุคลากร นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกิดความตระหนัก เมื่อเข้าไปวิจัยและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มบทบาทของตนในการเป็นพี่เลี้ยง ชักชวนให้คนในท้องถิ่นนั้นรับรู้ถึงความสำคัญของทรัพยากรที่ยังคงมีอยู่ เกิดความตระหนักที่จะช่วยกันสำรวจและรักษาไม่ให้ทรัพยากรเหล่านั้นหายไป   

ความน่ากลัวที่ทำให้ทรัพยากรหมดไปก็คือ ความไม่รู้ของคนในท้องถิ่น เพราะเขาไม่รู้ว่าสำคัญ เขาจึงไม่ทันได้รักษา จึงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่ต้องทำหน้าที่เติมเต็มในส่วนนี้ ซึ่งทาง มจธ.ได้ปฏิบัติงานตามหลักของ อพ.สธ. โดยยึดหลัก 3 กรอบ 8 กิจกรรม ได้แก่ กรอบการเรียนรู้ทรัพยากร กรอบการใช้ประโยชน์ และกรอบการสร้างจิตสำนึก

แต่เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เราต้องทำงานร่วมกับชุมชน และโรงเรียน เพราะเขาอยู่ในพื้นที่มาก่อนเรา หากความตระหนักรักษาไม่ได้เกิดจากพวกเขา ก็ไม่สามารถเกิดความยั่งยืนขึ้นได้

กรอบการทำงานของ อพ.สธ.มจธ. เราแบ่งโซนการทำงานเป็น 3 พื้นที่ภายใต้รัศมีอย่างน้อย 50 กิโลเมตรจาก มจธ. โดยแต่ละพื้นที่จะมีขอบเขตของการอนุรักษ์ที่ต่างกันออกไป อย่างที่บางมด เรามองเรื่องของการอนุรักษ์สวนส้ม เราต้องสำรวจและรวบรวมพันธุ์ ทำอย่างไรให้คนในพื้นที่เห็นคุณค่าของสวนส้มบางมด ที่กำลังจะหมดไป อนาคตหากเกิดน้ำท่วมต้นส้มตายไปหมด สิ่งที่เราทำได้คือช่วยเก็บรักษาพันธุ์และขยายพันธุ์พื้นถิ่นให้ชาวบ้านนำไปปลูกใหม่ได้

ส่วนที่บางขุนเทียนนั้น เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลของกรุงเทพฯ เป็นแหล่ง Food Safety ของคนเมือง เราจึงเริ่มต้นที่เรื่องของพันธุ์ไม้ทนเค็ม และสัตว์น้ำที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมในพื้นถิ่น เราต้องเตรียมพร้อมให้คนกับทรัพยากรธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ในวันที่เมืองขยายรุกล้ำธรรมชาติ

และอีกแห่งคือ ที่ มจธ.ราชบุรี เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ป่า ดังนั้น จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของป่าเต็งรัง และอีกอย่างในป่าที่ราชบุรีมักจะมีชาวบ้านมาเก็บเห็ดไปขาย เราเป็นนักวิชาการในพื้นที่อย่างน้อยก็ควรจะบอกพวกเขาได้ว่า เห็ดชนิดไหนควรเก็บ ชนิดไหนควรอนุรักษ์ หรือชนิดไหนมีพิษ รวมไปถึงเรื่องของการอนุรักษ์ต้นผึ้งด้วย

“การอนุรักษ์ในความหมายของโครงการ อพ.สธ.นั้น ไม่ได้หมายถึงหมวดหมู่ของพืชเท่านั้น แต่หมายรวมถึงทุกอย่างทั้งทรัพยากรชีวภาพ กายภาพ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม” รศ.นฤมลกล่าว

ทั้งนี้ทั้งนั้น ดร.กฤษณพงศ์ ที่ปรึกษา มจธ. กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ในยุค Bioeconomy เศรษฐกิจฐานชีวภาพ ในวันที่ทรัพยากรธรรมชาติเหลือน้อย ประเทศใดมีฐานของทรัพยากรชีวภาพมั่นคง ก็จะเป็นผู้ได้เปรียบ

ดังนั้น หน้าที่ของนักวิชาการที่เข้าไปในพื้นที่ ต้องเป็นตัวกระตุ้นสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกให้เจ้าถิ่นรู้ว่า สิ่งที่เขามีอยู่สำคัญอย่างไร ใช้ประโยชน์อะไรได้ และให้เกิดความหวงแหน

ข้อสังเกตหนึ่งพบว่า กระบวนการการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป ทุกวันนี้เราเรียนรู้แต่ในห้อง lab เราสังเกตธรรมชาติน้อยลง เราไม่พบองค์ความรู้ใหม่จากธรรมชาติมานาน เราสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นในห้อง lab มากกว่า

“ทั้งที่จริงแล้วในธรรมชาติมีองค์ความรู้อีกมาก ถ้าเราจะเข้าสู่ bioeconomy เราต้องไม่รอบรู้อยู่แค่ในห้องที่เราควบคุมทุกอย่างได้เท่านั้น แต่เราต้องรู้ว่าข้างนอกมีอะไร โลกนี้มีอะไร และทำไปควบคู่กัน เพราะสุดท้ายแล้วองค์ความรู้ที่เกิดจากธรรมชาติ ถึงจะไม่สร้างผลงานที่อู้ฟู่ แต่ยั่งยืนเสมอ” ปรึกษา มจธ.กล่าวในที่สุด

โดย : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

Tags : ข่าวการศึกษา แวดวงการศึกษา

view