Google+
   สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

นักวิจัย “ม.มหิดล-มจธ.” คว้าทุนนักวิจัยแกนนำ ปี 2559 กว่า 40 ล้านบาท

นักวิจัย “ม.มหิดล-มจธ.” คว้าทุนนักวิจัยแกนนำ ปี 2559 กว่า 40 ล้านบาท


ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานแถลงข่าวประกาศผลผู้ได้รับทุนนักวิจัยแกนนำประจำปี 2559 จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559

พร้อมลงนามในสัญญามอบทุนกว่า 40 ล้านบาท ให้กับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล และคณะวิจัย ในโครงการ “การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรักษามะเร็งด้วยวิธีการเพิ่มภูมิคุ้มกัน” และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในโครงการ “เครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการค้าและการผลิตอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน”

วิทยาการคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ ตามที่ สวทช.ได้เปิดรับสมัครข้อเสนอโครงการทุนนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2559 นั้น ทุกข้อเสนอโครงการได้ผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้น โดยมีนักวิจัยแกนนำที่ได้รับทุนนักวิจัยแกนนำประจำปี 2559 จำนวน 2 คน ได้แก่ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรักษามะเร็งด้วยวิธีการเพิ่มภูมิคุ้มกัน”  

ศ.นพ.สุรเดช เป็นนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ และมีผลงานวิจัยโดดเด่นทางด้านโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา มีความสนใจการศึกษานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยแนวทางใหม่ๆ เพื่อพัฒนามาตรฐานการรักษาในประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

ภายใต้โครงการนี้ คณะผู้วิจัยจะพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้ความรู้ทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา เพื่อนำไปใช้จริงในทางคลินิกสำหรับรักษาโรคมะเร็งในผู้ป่วยเด็ก ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงมาตรฐานการรักษาที่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับงานวิจัย และมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย ให้มีคุณภาพในระดับสากล รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติด้วยการเปิดรับผู้ป่วยจากต่างประเทศที่จะเข้ามารักษาในประเทศไทยอีกด้วย

ศ.นพ.สุรเดช เปิดเผยถึงรายละเอียดว่า มะเร็งเป็นโรคที่ทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้พบว่า มีการรายงานจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การรักษาโรคมะเร็งสามารถทำได้หลายรูปแบบ อาทิ การบำบัดด้วยฮอร์โมน การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด เป็นต้น ซึ่งวิธีการรักษาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับชนิด ระยะของโรค การกระจายของโรค รวมไปถึงความแข็งแรงของผู้ป่วย และวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อน

อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวยังมีโอกาสทำลายเซลล์ปกติในร่างกายนอกเหนือจากการทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ ทำให้ผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมาน และอาจทำให้เกิดการเสียชีวิตได้

วิทยาการคนรุ่นใหม่ ในปัจจุบันการศึกษาวิจัยค้นหาวิธีการรักษาโรคมะเร็งสมัยใหม่มุ่งเน้นการค้นหาตัวยาหรือวิธีการรักษาที่มีความจำเพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งมากขึ้น เพื่อลดผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติในร่างกายดังกล่าว ซึ่งหนึ่งในวิธีการรักษาที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ได้แก่ วิธีการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)

โดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการทำลายเซลล์มะเร็ง เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเซลล์ภูมิคุ้มกันที่นำมาใช้นั้นเป็นเซลล์ของผู้ป่วยเองจึงเป็นที่มาของโครงการวิจัย โดยมุ่งความสนใจในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระบบประสาทซิมพาเธติกชนิดนิวโรบลาสโตมา (Neuroblastoma) เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการศึกษาการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด

ผลที่คาดว่าจะได้รับภายใต้โครงการวิจัยทุนแกนนำนี้ เป็นการทำงานร่วมกันของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั้งภายในและนอกประเทศในการศึกษามุ่งเป้าเพื่อพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้ความรู้ทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยาซึ่งเป็นเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการดูแลรักษาผู้ป่วย และเป็นการพัฒนาบุคลากรของประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการรักษา ตลอดจนความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่อยอดเพื่อรักษามะเร็งชนิดอื่นๆ ต่อไป

“ซึ่งจะส่งผลในการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงมาตรฐานการรักษาที่เท่าเทียมกัน รวมถึงการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดในภูมิภาคอาเซียน ทำให้รองรับผู้ป่วยจากนานาประเทศในแถบภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของชาติโดยรวมอีกด้วย” ศ.นพ.สุรเดช กล่าว

ส่วนผู้ที่ได้รับทุนอีกคน คือ ศ.ดร.แชบเบียร์ กีวาลา จากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จากโครงการวิจัยเรื่อง “เครือข่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการค้า และการผลิตอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน”  

ศ.ดร.แชบเบียร์ กีวาลา เป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ และมีผลงานซึ่งได้รับการยอมรับในด้านการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร โครงการที่ได้รับทุนนี้ คณะผู้วิจัยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านอาหารและพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน โดยใช้หลักการประเมินความยั่งยืนตลอดวัฏจักรชีวิตที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการผลิตการค้า และการส่งออกของภาคอุตสาหกรรม โดยการสร้างเครือข่ายวิจัยที่บูรณาการความเชี่ยวชาญของนักวิจัย ในหลากหลายสาขาวิชา รวมถึงผลักดันผลการวิจัยไปสู่นโยบายภาครัฐ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและพลังงานทดแทนได้อย่างแท้จริง

วิทยาการคนรุ่นใหม่ ศ.ดร.แชบเบียร์ กีวาลา เปิดเผยรายละเอียดว่า จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการการพัฒนาเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งต้องขับเคลื่อนประเทศด้วยการวิจัยและพัฒนาเชิงนวัตกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ นับเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญสำหรับประเทศไทยในอนาคตอย่างยิ่ง

ในขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งในเชิงมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรและมาตรฐานการผลิต ที่ต้องมุ่งเน้นถึงประสิทธิภาพการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพ ใส่ใจเรื่องความปลอดภัย รวมถึงให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม

เครือข่ายวิจัยนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการ ของนักวิจัยจำนวน 10 คน จาก 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ม.เกษตรศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ม.พะเยา และ ม.มหาสารคาม มีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านอาหารและพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน และการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย โดยใช้หลักการประเมินความยั่งยืนตลอดวัฏจักรชีวิตที่พิจารณากิจกรรมการผลิตวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน และการจัดการของเสีย ตลอดจนการขนส่งที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอน โดยมุ่งเป้าศึกษาผลิตภัณฑ์ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ไปจนถึงการแปรรูปเป็นอาหาร อาหารสัตว์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ”

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ คือ (1) นวัตกรรมหรือเครื่องมือเพื่อการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายสำหรับการผลิตอาหารและพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนของภาครัฐ (2) การวิจัยและนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนการค้าและการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมกับผู้ประกอบการ (3) มาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มผลผลิต และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

(4) ข้อเสนอแนะรูปแบบการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนานักวิจัยรุ่นกลางและรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพสูงขึ้น สามารถเป็นแกนนำในการขยายงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์นโยบายเกษตร อาหาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต รวมทั้งมีผลงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ศ.ดร.แชบเบียร์ กีวาลา กล่าวตอนท้ายว่า เครื่องมือและแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ที่ได้จากโครงการนั้น มีความสำคัญต่อการสร้างการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านการจ้างงาน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร รวมทั้งสร้างการยอมรับจากสากลถึงมาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืนของประเทศ

เพื่อให้ประเทศไทยยังเป็นผู้นำของโลกและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ตามเป้าหมายด้าน “มั่นคง”ทางทรัพยากร ธรรมชาติ อาหาร และพลังงาน “มั่งคั่ง” ทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และ “ยั่งยืน” ทางสิ่งแวดล้อมและสังคม

Tags : ข่าวการศึกษา แวดวงการศึกษา

view